หมายเลขบทความ (Article ID): 229716 - ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในบทความนี้
สำหรับ Microsoft Windows XP เวอร์ชันในบทความนี้ โปรดดูที่314058 (ลิงค์นี้อาจเชื่อมโยงไปยังเนื้อหาที่เป็นภาษาอังกฤษบางส่วน หรือทั้งหมด).
ขยายทั้งหมด | ยุบทั้งหมด

เนื้อหาบนหน้านี้

สรุป

บทความนี้อธิบายการทำงานและขีดจำกัดของ Windows Recovery Console Windows Recovery Console ได้รับการออกแบบเพื่อช่วยในการแก้ไขหากคอมพิวเตอร์ที่ใช้ Windows ไม่เริ่มต้นทำงานอย่างถูกต้องหรือไม่เริ่มต้นทำงานเลย

ข้อมูลเพิ่มเติม

เมื่อคุณใช้ Windows Recovery Console คุณสามารถได้รับการเข้าถึงอย่างจำกัดถึงวอลุ่ม NTFS, FAT และ FAT32 โดยไม่เริ่มต้นด้วยอินเตอร์เฟซกราฟิกของ Windows ใน Windows Recovery Console คุณสามารถ:
  • ใช้ คัดลอก เปลี่ยนชื่อแทนที่แฟ้มระบบปฏิบัติการและโฟลเดอร์ต่างๆ
  • การเปิดหรือปิดการใช้งานเซอร์วิสหรืออุปกรณ์ต่างๆ จากการเริ่มต้นเมื่อคุณเริ่มใช้งานคอมพิวเตอร์ในครั้งถัดไป
  • ซ่อมระบบบูตเซกเตอร์ของแฟ้มระบบหรือ Master Boot Record (MBR)
  • สร้างและฟอร์แมตพาร์ทิชันในไดรฟ์
โดยที่เฉพาะผู้บริหารระบบสามารถขอรับการเข้าถึง Windows Recovery Console เพื่อให้ผู้ใช้ที่ไม่มีสิทธิไม่สามารถใช้วอลุ่ม NTFS ได้

การเริ่ม Windows Recovery Console

การเริ่ม Windows Recovery Console ใช้วิธีการใดวิธีการหนึ่งต่อไปนี้:
  • เริ่มต้นคอมพิวเตอร์ของคุณด้วยฟล็อปปี้ดิสก์ Windows Setup หรือด้วยซีดีรอม Windows ที่หน้าจอ "Welcome to Setup" กด F10 หรือกด R เพื่อซ่อมแล้วกด C (เฉพาะ Windows 2000) เพื่อเริ่ม Windows Recovery Console เลือกหมายเลขที่เหมาะสมสำหรับการติดตั้ง Windows ที่คุณต้องการซ่อม แล้วพิมพ์รหัสผ่านสำหรับผู้ดูแลระบบ หากไม่มีรหัสผ่านผู้ดูแลระบบ ให้กด ENTER
  • เพิ่ม Windows Recovery Console ลงในโฟลเดอร์ Windows Startup โดยใช้ Winnt32.exe โดยระบุ /cmdcons การทำงานนี้ต้องการพื้นที่ว่างในฮาร์ดดิสก์ประมาณ 7 เมกะไบต์ในพาร์ทิชันระบบเพื่อเก็บโฟลเดอร์ Cmdcons และแฟ้มต่างๆ

    หมายเหตุ: หากคุณใช้ซอฟท์แวร์การทำมิเรอร์ กรุณาดูบทความต่อไปนี้ใน Microsoft Knowledge Base:
    229077 การป้องกันการทำมิเรอร์ การติดตั้งล่วงหน้าของ Recovery Console (ลิงค์นี้อาจเชื่อมโยงไปยังเนื้อหาที่เป็นภาษาอังกฤษบางส่วน หรือทั้งหมด)
  • ทำตามคำแนะนำในบทความต่อไปนี้ใน Microsoft Knowledge Base:
    222478 การสร้างเทมเพลทเพื่อรัน Recovery Console โดยใช้ Remote Install Server (ลิงค์นี้อาจเชื่อมโยงไปยังเนื้อหาที่เป็นภาษาอังกฤษบางส่วน หรือทั้งหมด)

การใช้ Command Console

หลังจากคุณเริ่ม Windows Recovery Console คุณได้รับข้อความต่อไปนี้:
Windows NT(TM) Boot Console Command Interpreter.

WARNING:

This is a limited function command prompt intended only as a system recovery utility for advanced users. Using this utility incorrectly can cause serious system-wide problems that may require you to reinstall Windows to correct them.

Type 'exit' to leave the command prompt and reboot the system.

1: C:\WINNT

Which Windows installation would you like to logon to (enter to abort)?
หลังจากคุณป้อนจำนวนของการติดตั้ง Windows ที่เหมาะสมแล้ว ให้ป้อนรหัสผ่านแอคเคาท์ผู้ดูแลระบบ โดยหากคุณใช้รหัสผ่านไม่ถูกต้องสามครั้ง Windows Recovery Console จะปิดไป นอกจากนี้ ฐานข้อมูล SAM สูญหายหรือเสียหาย คุณจะไม่สามารถเข้าใช้ Windows Recovery Console เนื่องจากคุณไม่สามารถยืนยันสิทธิอย่างถูกต้องได้ หลังจากคุณป้อนรหัสผ่านและ Windows Recovery Console เริ่มต้นทำงาน ให้พิมพ์ exit เพื่อรีสตาร์ทคอมพิวเตอร์

ข้อห้ามและขีดจำกัดของ Command Console

จาก Windows Recovery Console คุณสามารถใช้ได้เฉพาะโฟลเดอร์ต่อไปนี้:
  • โฟลเดอร์ราก
  • โฟลเดอร์ %SystemRoot% และโฟลเดอร์ย่อยของการติดตั้ง Windows ที่คุณกำลังล็อกอินอยู่
  • โฟลเดอร์ Cmdcons
  • ไดรฟ์มีเดียแบบถอดได้ เช่น ไดรฟ์ CD-ROM
หมายเหตุ: หากคุณพยายามเข้าถึงโฟลเดอร์อื่นๆ คุณได้รับข้อความแสดงข้อผิดพลาด "Access Denied" นอกจากนี้ เมื่อคุณใช้ Windows Recovery Console คุณไม่สามารถคัดลอกแฟ้มจากฮาร์ดดิสก์ในระบบไปยังฟล็อปปี้ดิสก์ได้ คุณสามารถคัดลอกแฟ้มจากฟล็อปปี้ดิสก์หรือซีดีรอมไปยังฮาร์ดดิสก์ และจากฮาร์ดดิสก์หนึ่งไปยังฮาร์ดดิสก์อื่นๆ

คำสั่งที่ใช้ได้

HELP

ใช้คำสั่ง help เพื่อแสดงคำสั่งทั้งหมดที่สามารถใช้ได้:
attrib       delete        fixboot    md        type
cd           dir           fixmbr     mkdir     systemroot
chdir        disable       format     more
chkdsk       diskpart      help       rd
cls          enable        listsvc    ren
copy         exit          logon      rename
del          expand        map        rmdir
						

ATTRIB

ใช้คำสั่ง attrib กับพารามิเตอร์ใดๆ ต่อไปนี้เพื่อเปลี่ยนแอททริบิวของแฟ้มหรือโฟลเดอร์:
-R
+R
-S
+S
-H
+H

+ กำหนดแอททริบิว
- รีเซ็ตแอททริบิว
R แอททริบิวแฟ้มแบบอ่านอย่างเดียว
S แอททริบิวแฟ้มระบบ
H แอททริบิวแฟ้มที่ซ่อน
หมายเหตุ: ต้องกำหนดค่าหรือลบอย่างน้อยหนึ่งแอททริบิว การดูแอททริบิว ใช้คำสั่ง dir

CD และ CHDIR

ใช้คำสั่ง cd และ chdir เพื่อแก้ไขโฟลเดอร์ หากคุณพิมพ์ cd .. คุณระบุว่าคุณต้องการเปลี่ยนโฟลเดอร์หลัก พิมพ์ cd drive: การแสดงโฟลเดอร์ปัจจุบันในไดรฟ์ที่ระบุ พิมพ์ cd โดยไม่มีพารามิเตอร์เพื่อแสดงไดรฟ์และโฟลเดอร์ปัจจุบัน คำสั่ง chdir ใช้ช่องว่างเป็นตัวคั่น ก่อนหน้านี้ คุณต้องระบุชื่อโฟลเดอร์ย่อยที่มีช่องว่างในเครื่องหมายคำพูด ตัวอย่างเช่น:
cd "\winnt\profiles\username\programs\start menu"
คำสั่ง chdir ทำงานภายเฉพาะในระบบของการติดตั้งปัจจุบันของ Windows สื่อที่ถอดได้ หรือโฟลเดอร์รากของพาร์ทิชันฮาร์ดดิสก์ใดๆ หรือแหล่งการติดตั้งในระบบ

CHKDSK

chkdsk drive /p /r
คำสั่งนี้ (โดยที่ drive ระบุไดรฟ์เพื่อตรวจสอบ) ตรวจสอบไดรฟ์ และหากต้องการ ให้ซ่อมหรือแก้ไขไดรฟ์ นอกจากนี้ยังทำเครื่องหมาย bad sectors และแก้ไขข้อมูลที่อ่านได้

/p จะบอกให้ CHKDSK ให้ทำการตรวจสอบไดรฟ์แม้ว่าไดรฟ์นั้นไม่ได้รับการทำเครื่องหมายว่ามีปัญหา แล้วแก้ไขข้อผิดพลาดที่พบ /r ค้นหา bad sectors แล้วกู้คืนข้อมูลที่อ่านได้ โดยที่หากคุณระบุ /r จะมีการใช้งาน /p ด้วย คำสั่ง chkdsk อาจระบุได้โดยไม่มีอาร์กิวเมนท์ ซึ่งในบางกรณีมีการใช้งานกับไดรฟ์ปัจจุบันโดยไม่ต้องระบุตัวเลือกอื่น โดยจะใช้งานการแสดงผลได้ คำสั่ง chkdsk ต้องการแฟ้ม Autochk.exe Chkdsk จะค้นหาแฟ้มนี้โดยอัตโนมัติในโฟลเดอร์ bootup โดยปกติ โฟลเดอร์นี้คือโฟลเดอร์ Cmdcons หากมีการติดตั้ง Command Console ไว้ล่วงหน้า หากไม่พบโฟลเดอร์นี้ในโฟลเดอร์ bootup Chkdsk จะพยายามหาสื่อสำหรับติดตั้งซีดีรอม Windows หากไม่พบสื่อสำหรับการติดตั้ง Chkdsk จะพรอมต์ให้คุณระบุตำแหน่งของแฟ้ม Autochk.exe

CLS

ใช้คำสั่งนี้เพื่อลบหน้าจอ

COPY

copy source destination
ใช้คำสั่งนี้ (โดยที่source ระบุแฟ้มที่ต้องการคัดลอกและdestination ระบุโฟลเดอร์หรือชื่อแฟ้มสำหรับแฟ้มใหม่) เพื่อคัดลอกแฟ้ม ไม่สามารถคัดลอกโดยไม่ระบุชื่อหรือคัดลอกโฟลเดอร์ได้ แฟ้มที่บีบอัดจากซีดีรอม Windows จะถูกแตกโดยอัตโนมัติขณะที่คัดลอก

หากไม่มีการระบุ destination จะใช้โฟลเดอร์ปัจจุบันเป็นค่าเริ่มต้น หากมีแฟ้มนั้นอยู่แล้ว คุณจะได้รับการพรอมต์ให้แทนที่

DEL และ DELETE

del drive: path filename
delete drive: path filename
ใช้คำสั่งนี้ (โดยที่ drive: path filename ระบุแฟ้มที่ต้องการลบ) เพื่อลบแฟ้ม คำสั่ง delete ทำงานภายเฉพาะในระบบของการติดตั้งปัจจุบันของ Windows สื่อที่ถอดได้ หรือโฟลเดอร์รากของพาร์ทิชันฮาร์ดดิสก์ใดๆ หรือแหล่งการติดตั้งในระบบ คำสั่ง delete ไม่สามารถใช้อักขระไวด์การ์ด (*) ได้

DIR

dir drive: path filename
ใช้คำสั่งนี้ (โดยที่ drive: path filename ระบุไดรฟ์ โฟลเดอร์ และแฟ้มเพื่อแสดง) เพื่อแสดงรายชื่อของแฟ้มและโฟลเดอรย่อยต่างๆ ในโฟลเดอร์ คำสั่ง dir แสดงแฟ้มทั้งหมดรวมทั้งแฟ้มที่ซ่อนและแฟ้มระบบ แฟ้มต่างๆ อาจมีแอททริบิวต่อไปนี้:
D - ไดเรคทอรี       R - แฟ้มอ่านอย่างเดียว
H - แฟ้มที่ซ่อน     A - แฟ้มพร้อมสำหรับเก็บ
S - แฟ้มระบบ     C - บีบอัด
E - เข้ารหัส       P - จุดแยกใหม่
					
คำสั่ง dir ทำงานภายเฉพาะในระบบของการติดตั้งปัจจุบันของ Windows สื่อที่ถอดได้ หรือโฟลเดอร์รากของพาร์ทิชันฮาร์ดดิสก์ใดๆ หรือแหล่งการติดตั้งในระบบ

DISABLE

disable servicename
ใช้คำสั่งนี้ (โดยที่ servicename ระบุชื่อของเซอร์วิสหรือไดรเวอร์ที่ต้องการปิดการใช้งาน) เพื่อปิดการใช้งานเซอร์วิส Windows system service หรือไดรเวอร์

ใช้คำสั่ง listsvc เพื่อแสดงเซอร์วิสทั้งหมดที่ใช้ได้หรือไดรเวอร์ที่จะปิดการทำงาน คำสั่ง disable พิมพ์ประเภทการเริ่มเดิมของเซอร์วิสก่อนรีเซ็ตให้เป็น SERVICE_DISABLED เนื่องจากสาเหตุนี้ คุณควรบันทึกประเภทการเริ่มต้นเดิมในกรณีที่จำเป็นที่ต้องเปิดใช้เซอร์วิสใหม่

ค่า start_type values ที่คำสั่ง disable แสดงได้แก่:
SERVICE_DISABLED
SERVICE_BOOT_START
SERVICE_SYSTEM_START
SERVICE_AUTO_START
SERVICE_DEMAND_START

DISKPART

diskpart /add /delete device_name drive_name partition_name size
ใช้คำสั่งนี้เพื่อจัดการพาร์ทิชันต่างๆ ในวอลุ่มฮาร์ดดิสก์ของคุณ
  • /add: สร้างพาร์ทิชันใหม่
  • /delete: ลบพาร์ทิชันที่มีอยู่
  • device_name: ชื่ออุปกรณ์สำหรับการสร้างพาร์ทิชันใหม่ สามารถรับชื่อจากเอาตพุตของคำสั่ง MAP ตัวอย่างเช่น: \Device\HardDisk0.
  • drive_name: ชื่อไดรฟ์ที่ระบุตามตัวอักษรสำหรับการลบพาร์ทิชันที่มีอยู่ ตัวอย่างเช่น D:
  • partition_name: ชื่อพาร์ทิชันสำหรับการลบพาร์ทิชันที่มีอยู่และสามารถใช้แทนอาร์กิวเมนท์ชื่อไดรฟ์ เช่น: \Device\HardDisk0\Partition1.
  • size: ขนาดของพาร์ทิชันใหม่เป็นเมกะไบต์
หมายเหตุ: หากไม่มีการใช้อาร์กิวเมนท์ อินเตอร์เฟซผู้ใช้สำหรับการจัดการพาร์ทิชันของคุณจะปรากฏขึ้น

คำเตือน: คำสั่งนี้สามารถทำความเสียหายให้ตารางพาร์ทิชันของคุณได้หากดิสก์ได้รับการปรับรุ่นให้เป็นการกำหนดค่าดิสก์แบบไดนามิก ห้ามแก้ไขโครงสร้างของดิสก์แบบไดนามิกยกเว้นแต่คุณกำลังใช้เครื่องมือ Disk Management

ENABLE

enable servicename start_type

คุณสามารถใช้คำสั่ง enable (โดยที่ servicename คือชื่อของเซอร์วิสหรือไดรเวอร์ที่จะเปิดใช้งาน) เพื่อเปิดใช้เซอร์วิส Windows system หรือไดรเวอร์

ใช้คำสั่ง listsvc เพื่อแสดงเซอร์วิสทั้งหมดที่ใช้ได้หรือไดรเวอร์ที่จะเปิดใช้งาน คำสั่ง enable พิมพ์ประเภทการเริ่มเดิมของเซอร์วิสก่อนรีเซ็ตให้เป็นค่าใหม่ คุณควรบันทึกค่าเดิมไว้ ในกรณีที่จำเป็นเพื่อเรียกคืนประเภทการเริ่มของเซอร์วิส

โดย start_type ที่ใช้ได้คือ:
SERVICE_BOOT_START
SERVICE_SYSTEM_START
SERVICE_AUTO_START
SERVICE_DEMAND_START
หมายเหตุ: หากคุณไม่ได้ระบุประเภทการเริ่มต้นใหม่ คำสั่ง enable พิมพ์ประเภทการเริ่มต้นเดิมสำหรับคุณ

EXIT

ใช้คำสั่ง exit เพื่อออกจาก Command Console และรีสตาร์ทคอมพิวเตอร์

EXPAND

expand source [/F:filespec] [destination] [/y]
expand source [/F:filespec] /D
ใช้คำสั่งนี้ (โดยที่source ระบุชื่อของแฟ้มที่จะขยายและ destination ระบุไดเรคทอรีของแฟ้มใหม่) เพื่อขยายแฟ้ม

หมายเหตุ: คุณไม่สามารถใช้ไวด์การ์ดได้
หากไม่มีการระบุ destination คำสั่งนี้จะใช้ค่าเริ่มต้นเป็นโฟลเดอร์ปัจจุบัน

ตัวเลือก:
  • /y: ไม่ต้องพรอมต์ก่อนแทนที่แฟ้มที่มี
  • /f:filespec: หากต้นทางมีมากกว่าหนึ่งแฟ้ม พารามิเตอร์นี้ต้องระบุแฟ้มที่ต้องการขยาย คุณไม่สามารถใช้ไวด์การ์ดได้
  • /d: ห้ามขยาย เพียงแสดงไดเรคทอรีของแฟ้มต่างๆ ที่มีในต้นทาง
ปลายทางอาจเป็นไดเรคทอรีใดๆ ภายในไดเรคทอรีระบบของการติดตั้ง Windows รากของไดรฟ์ ต้นทางของการติดตั้งในระบบ หรือโฟลเดอร์ Cmdcons ปลายทางไม่สามารถเป็นสื่อที่ถอดได้ แฟ้มปลายทางไม่สามารถเป็นแบบอ่านอย่างเดียว ใช้คำสั่ง attrib เพื่อลบแอททริบิวแบบอ่านอย่างเดียว

expand พรอมต์ถามคุณหากแฟ้มปลายทางมีอยู่แล้วนอกจากคุณใช้พารามิเตอร์ /y

FIXBOOT

fixboot drive name:
ใช้คำสั่งนี้ (โดยที่ drive name คืออักษรระบุไดรฟ์ที่จะเขียนบูตเซคเตอร์) เพื่อเขียนรหัสบูตเซคเตอร์ใหม่ของ Windows ในพาร์ทิชันสำหรับบูต คำสั่งนี้แก้ไขปัญหาเมื่อบูตเซคเตอร์ของ Windows เสียหาย กระบวนการ Emergency Repair ยังแก้ไขบูตเซคเตอร์ด้วย คำสั่งนี้แทนที่ค่าเริ่มต้นของการเขียนไปยังพาร์ทิชันบูตของระบบ

FIXMBR

fixmbr device name
ใช้คำสั่งนี้ (โดยที่device name คือชื่ออุปกรณ์ตัวเลือกที่ระบุอุปกรณ์ที่ต้องการ MBR ใหม่) เพื่อซ่อมแซม master boot record (MBR) ของพาร์ทิชันระบบ คำสั่งนี้ใช้ในสถานการณ์ที่ไวรัสสร้างความเสียหายให้ MBR และ Windows เริ่มทำงานไม่ได้

คำเตือน: คำสั่งนี้อาจสร้างความเสียหายให้กับตารางพาร์ทิชันหากพบไวรัสหรือเกิดปัญหาฮาร์ดแวร์ คำสั่งนี้อาจทำให้เข้าถึงพาร์ทิชันไม่ได้ Microsoft แนะนำให้รันซอฟท์แวร์ป้องกันไวรัสก่อนที่จะใช้คำสั่งนี้

สามารถรับชื่อจากเอาตพุตของคำสั่ง map หากไม่มีการใส่ข้อมูล MBR ของอุปกรณ์การบูตจะได้รับการแก้ไข เช่น:
fixmbr \device\harddisk2
หาก Fixmbr ตรวจพบความผิดพลาดหรือลายเซ็นตารางพาร์ทิชันที่ไม่ใช่มาตรฐาน จะพรอมต์ถามสิทธิคุณก่อนเขียน MBR ใหม่

FORMAT

format drive: /Q /FS:file-system
ใช้คำสั่งนี้ (โดยที่ /Q ทำการฟอร์แมตไดรฟ์แบบเร็ว drive คืออักษรระบุไดรฟ์ของพาร์ทิชันเพื่อฟอร์แมต /FS:file-system ระบุประเภทแฟ้มระบบที่จะใช้งาน [FAT, FAT32 หรือ NTFS]) เพื่อฟอร์แมตไดรฟ์ที่ระบุไปยังแฟ้มระบบที่ระบุ

หากไม่มีการระบุระบบแฟ้ม จะใช้งานระบบแฟ้มที่มีอยู่เดิม เมื่อมี

LISTSVC

คำสั่ง listsvc แสดงเซอร์วิสทั้งหมดที่มี ไดรเวอร์ และประเภทการเริ่มต้นสำหรับการติดตั้ง Windows ปัจจุบัน คำสั่งนี้อาจมีประโยชน์เมื่อใช้คำสั่ง disable และ enable

หมายเหตุ: โดยแตกจาก %SystemRoot%\System32\Config\SYSTEM หาก SYSTEM เสียหายหรือสูญหาย อาจเกิดผลที่ทำนายไม่ได้ขึ้น

LOGON

logon
คำสั่ง logon แสดงการติดตั้งที่ตรวจพบทั้งหมดของ Windows จากนั้นขอรหัสผ่านของผู้ดูแลระบบสำหรับ Windows ที่คุณจะล็อกอิน หากพยายามล็อกอินมากกว่าสามครั้งไม่สำเร็จ คอนโซลจะปิดและคอมพิวเตอร์จะรีสตาร์ท

MAP

map arc
ใช้คำสั่งนี้ (โดยที่พารามิเตอร์ arc บอกคำสั่ง map ให้ใช้พาธ ARC แทนที่พาธ Windows Device) เพื่อแสดงอักษรระบุไดรฟ์ ประเภทระบบแฟ้ม ขนาดพาร์ทิชันและการแมปไปยังอุปกรณ์

MD และ MKDIR

คำสั่ง md หรือ mkdir สร้างโฟลเดอร์ใหม่ ไม่สามารถใช้อักขระไวด์การ์ดได้ คำสั่ง mkdir ทำงานภายเฉพาะในระบบของการติดตั้งปัจจุบันของ Windows สื่อที่ถอดได้ หรือโฟลเดอร์รากของพาร์ทิชันฮาร์ดดิสก์ใดๆ หรือแหล่งการติดตั้งในระบบ

MORE

more filename
ใช้คำสั่งนี้เพื่อแสดงแฟ้มข้อความไปยังหน้าจอ

RD และ RMDIR

คำสั่ง rd และ rmdir จะลบโฟลเดอร์ คำสั่งเหล่านี้จะทำงานภายเฉพาะในระบบของการติดตั้งปัจจุบันของ Windows สื่อที่ถอดได้ หรือโฟลเดอร์รากของพาร์ทิชันฮาร์ดดิสก์ใดๆ หรือแหล่งการติดตั้งในระบบ

REN และ RENAME

คำสั่ง ren และ rename สามารถเปลี่ยนชื่อแฟ้มได้ โดยที่คุณไม่สามารถระบุไดรฟ์ใหม่หรือพาธใหม่สำหรับแฟ้มปลายทางได้ คำสั่งเหล่านี้จะทำงานภายเฉพาะในระบบของการติดตั้งปัจจุบันของ Windows สื่อที่ถอดได้ หรือโฟลเดอร์รากของพาร์ทิชันฮาร์ดดิสก์ใดๆ หรือแหล่งการติดตั้งในระบบ

SET

คำสั่ง set ช่วยให้คุณแสดงหรือแก้ไขตัวเลือกสภาวะแวดล้อมสี่ตัวเลือกได้
AllowWildCards = FALSE AllowAllPaths = FALSE AllowRemovableMedia = FALSE NoCopyPrompt = FALSE

SYSTEMROOT

คำสั่ง systemroot กำหนดโฟลเดอร์ทำงานปัจจุบันให้เป็นโฟลเดอร์ %SystemRoot% ของการติดตั้ง Windows ที่คุณกำลังล็อกอิน

TYPE

type filename
คำสั่ง type แสดงแฟ้มข้อความ

คุณสมบัติ

หมายเลขบทความ (Article ID): 229716 - รีวิวครั้งสุดท้าย: 10 สิงหาคม 2549 - Revision: 3.1
ใช้กับ
  • Microsoft Windows 2000 Server
  • Microsoft Windows 2000 Advanced Server
  • Microsoft Windows 2000 Professional Edition
  • Microsoft Windows 2000 Datacenter Server
Keywords: 
kbinfo KB229716

ให้ข้อเสนอแนะ

 

Contact us for more help

Contact us for more help
Connect with Answer Desk for expert help.
Get more support from smallbusiness.support.microsoft.com