หมายเลขบทความ (Article ID): 256986 - ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในบทความนี้
ขยายทั้งหมด | ยุบทั้งหมด

เนื้อหาบนหน้านี้

สรุป

บทความนี้อธิบายเกี่ยวกับรีจิสทรี บทความนี้ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการสำรองข้อมูลรีจิสทรี วิธีการแก้ไขรีจิสทรี และแสดงรายการข้อมูลอ้างอิงเพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติม

ข้อมูลเพิ่มเติม

คำอธิบายของรีจิสทรี

Microsoft Computer Dictionary ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5 ให้ความหมายของรีจิสทรีไว้ดังนี้
ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้นส่วนกลางที่ใช้ใน Microsoft Windows 98, Windows CE, Windows NT และ Windows 2000 ใช้เพื่อเก็บข้อมูลที่จำเป็นในการกำหนดค่าระบบสำหรับผู้ใช้อย่างน้อยหนึ่งราย โปรแกรมประยุกต์และอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์มากกว่าหนึ่งรายการ

รีจิสทรีมีข้อมูลที่ Windows ใช้อ้างอิงต่อเนื่องระหว่างการทำงาน เช่น โปรไฟล์สำหรับผู้ใช้แต่ละราย โปรแกรมประยุกต์ต่างๆ ที่ติดตั้งในคอมพิวเตอร์และประเภทของเอกสารต่างๆ ที่แต่ละคนสามารถสร้าง การตั้งค่าแผ่นคุณสมบัติสำหรับโฟลเดอร์ต่างๆ และไอคอนโปรแกรมประยุกต์ต่างๆ ฮาร์ดแวร์ที่มีในระบบ และพอร์ตต่างๆ ที่มีการใช้งาน

รีจิสทรีจะแทนที่แฟ้มข้อความ .ini ส่วนใหญ่ที่ใช้ใน Windows 3.x และแฟ้มการกำหนดค่า MS-DOS เช่น Autoexec.bat และ Config.sys แม้ว่ารีจิสทรีจะเหมือนกันในระบบปฏิบัติการ Windows หลายรุ่น แต่ยังคงมีความแตกต่างสำหรับแต่ละรุ่น
รีจิสทรีไฮฟ์คือกลุ่มของคีย์ต่างๆ คีย์ย่อย และค่าต่างๆ ในรีจิสทรีที่มีชุดของแฟ้มสนับสนุนที่มีการสำรองของข้อมูลอยู่ แฟ้มสนับสนุนสำหรับไฮฟ์ทั้งหมด ยกเว้น HKEY_CURRENT_USER จะอยู่ในโฟลเดอร์ %SystemRoot%\System32\Config ใน Windows NT 4.0, Windows 2000, Windows XP, Windows Server 2003 และ Windows Vista แฟ้มสนับสนุนสำหรับ HKEY_CURRENT_USER จะอยู่ในโฟลเดอร์ %SystemRoot%\Profiles\Username ส่วนขยายของแฟ้มสำหรับแฟ้มต่างๆ ในโฟลเดอร์เหล่านี้จะแสดงถึงชนิดของข้อมูลที่อยู่ในโฟลเดอร์ เช่นเดียวกัน บางครั้งการไม่มีส่วนขยายก็อาจบ่งชี้ถึงชนิดของข้อมูลในโฟลเดอร์เช่นกัน
ยุบตารางนี้ขยายตารางนี้
รีจิสทรีไฮฟ์แฟ้มสนับสนุน
HKEY_LOCAL_MACHINE\SAMSam, Sam.log, Sam.sav
HKEY_LOCAL_MACHINE\SecuritySecurity, Security.log, Security.sav
HKEY_LOCAL_MACHINE\SoftwareSoftware, Software.log, Software.sav
HKEY_LOCAL_MACHINE\SystemSystem, System.alt, System.log, System.sav
HKEY_CURRENT_CONFIGSystem, System.alt, System.log, System.sav, Ntuser.dat, Ntuser.dat.log
HKEY_USERS\DEFAULTDefault, Default.log, Default.sav
ใน Windows 98 แฟ้มรีจิสทรีจะชื่อ User.dat และ System.dat ใน Windows Millennium Edition ชื่อแฟ้มรีจิสทรีจะชื่อ Classes.dat, User.dat และ System.dat

หมายเหตุ คุณลักษณะ การรักษาความปลอดภัยใน Windows NT, Windows 2000, Windows XP, Windows Server 2003 และ Windows Vista ช่วยให้ผู้ดูแลสามารถควบคุมการเข้าถึงรีจิสทรีคีย์

ตารางต่อไปนี้แสดงคีย์ต่างๆ ที่กำหนดไว้ล่วงหน้าที่ใช้งานโดยระบบ ขนาดสูงสุดของชื่อคีย์คือ 255 อักขระ
ยุบตารางนี้ขยายตารางนี้
โฟลเดอร์/คีย์ที่กำหนดล่วงหน้าคำอธิบาย
HKEY_CURRENT_USERมีรากของข้อมูลการกำหนดค่าสำหรับผู้ใช้ที่ล็อกอินอยู่ โฟลเดอร์ผู้ใช้ สีหน้าจอและการตั้งค่า Control Panel ถูกเก็บไว้ที่นี่ ข้อมูลนี้เกี่ยวเนื่องกับโปรไฟล์ผู้ใช้ คีย์นี้บางครั้งย่อว่า "HKCU."
HKEY_USERSมีโปรไฟล์ผู้ใช้ทั้งหมดที่โหลดในคอมพิวเตอร์ HKEY_CURRENT_USER คือคีย์ย่อยของ of HKEY_USERS. HKEY_USERS บางครั้งเรียกย่อว่า "HKU."
HKEY_LOCAL_MACHINEมีข้อมูลการกำหนดค่าเฉพาะสำหรับคอมพิวเตอร์ (สำหรับผู้ใช้ใดๆ) คีย์นี้บางครั้งย่อว่า "HKLM."
HKEY_CLASSES_ROOTเป็นคีย์ย่อยของ HKEY_LOCAL_MACHINE\Software. ข้อมูลที่ถูกจัดเก็บไว้ในที่นี้ช่วยให้แน่ใจว่า โปรแกรมที่ถูกต้องจะเปิดขึ้นเมื่อคุณเปิดแฟ้มโดยใช้ Windows Explorer คีย์นี้บางครั้งย่อว่า "HKCR." การเริ่มต้นด้วย Windows 2000 ข้อมูลนี้ได้รับการบันทึกไว้ทั้งในคีย์ HKEY_LOCAL_MACHINE และ HKEY_CURRENT_USER คีย์ HKEY_LOCAL_MACHINE\Software\Classes มีการตั้งค่าเริ่มต้นที่สามารถใช้กับผู้ใช้ทั้งหมดในคอมพิวเตอร์ในระบบ คีย์ HKEY_CURRENT_USER\Software\Classes มีการตั้งค่าที่แทนที่การตั้งค่าที่เป็นค่าเริ่มต้น และใช้เฉพาะกับผู้ใช้ที่ไม่ได้ทำงาน คีย์ HKEY_CLASSES_ROOT ให้มุมมองของรีจิสทรีที่รวมข้อมูลจากสองแหล่งนี้ นอกจากนี้ HKEY_CLASSES_ROOT ยังให้มุมมองรวมนี้สำหรับโปรแกรมที่ได้รับการออกแบบสำหรับรุ่นก่อนหน้าของ Windows การเปลี่ยนการตั้งค่าสำหรับผู้ใช้ที่ไม่ได้ใช้งาน ต้องทำการแก้ไขใน HKEY_CURRENT_USER\Software\Classes แทนที่ HKEY_CLASSES_ROOT การเปลี่ยนการตั้งค่าที่เป็นค่าเริ่มต้น ต้องทำการแก้ไขใน HKEY_LOCAL_MACHINE\Software\Classes หากคุณเขียนคีย์ไปยังคีย์ใต้ HKEY_CLASSES_ROOT ระบบบันทึกข้อมูลไว้ใต้ HKEY_LOCAL_MACHINE\Software\Classes หากคุณเขียนค่าไปยังคีย์ใต้ HKEY_CLASSES_ROOT และคีย์นั้นมีอยู่แล้วใต้ HKEY_CURRENT_USER\Software\Classes ระบบจะบันทึกข้อมูลไว้ที่นี่แทนที่จะเป็นใต้ HKEY_LOCAL_MACHINE\Software\Classes
HKEY_CURRENT_CONFIGมีข้อมูลเกี่ยวกับโปรไฟล์ฮาร์ดแวร์ที่ใช้งานโดยคอมพิวเตอร์ในระบบเมื่อระบบเริ่มทำงาน
หมายเหตุ รีจิสทรีในรุ่น 64 บิตของ Windows XP, Windows Server 2003 และ Windows Vista แบ่งออกเป็นคีย์แบบ 32 บิตและ 64 บิต คีย์ 32 บิตจำนวนมากมีชื่อเหมือนกับแบบ 64 บิต และอื่นๆ ค่าเริ่มต้นของรุ่น 64 บิตของ Registry Editor ที่รวมรุ่น 64 บิตของ Windows XP, Windows Server 2003 และ Windows Vista จะแสดงคีย์แบบ 32 บิตภายใต้โหนดต่อไปนี้
HKEY_LOCAL_MACHINE\Software\WOW6432Node
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการดูรีจิสทรีใน Windows รุ่น 64 บิต ให้คลิกหมายเลขบทความต่อไปนี้เพื่อดูบทความในฐานความรู้ของ Microsoft
305097 วิธีการดูรีจิสทรีระบบโดยใช้ Windows รุ่น 64 บิต

ตารางต่อไปนี้แสดงประเภทข้อมูลที่ระบุอยู่และใช้งาน Windows ขนาดสูงสุดของค่าชื่อเป็นดังนี้
  • Windows Server 2003, Windows XP และ Windows Vista 16,383 อักขระ
  • Windows 2000: อักขระ ANSI 260 อักขระหรือ อักขระ Unicode 16,383 อักขระ
  • Windows Millennium Edition/Windows 98/Windows 95: 255 อักขระ
ค่าแบบยาว (มากกว่า 2,048 ไบต์) ต้องถูกจัดเก็บเป็นแฟ้มที่มีชื่อแฟ้มซึ่งเก็บไว้ในรีจิสทรี ซึ่งช่วยให้รีจิสทรีทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขนาดสูงสุดของค่าเป็นดังนี้
  • Windows NT 4.0/Windows 2000/Windows XP/Windows Server 2003/Windows Vista: หน่วยความจำที่ใช้งานได้
  • Windows Millennium Edition/Windows 98/Windows 95: 16,300 ไบต์
หมายเหตุ มีขีดจำกัด 64K สำหรับขนาดทั้งหมดของค่าคีย์
ยุบตารางนี้ขยายตารางนี้
ชื่อประเภทข้อมูลคำอธิบาย
ค่าไบนารีREG_BINARYข้อมูลไบนารีแบบดิบ ้ข้อมูลคอมโพเนนต์ฮาร์ดแวร์ส่วนมากจะได้รับการบันทึกเป็นข้อมูลไบนารีและแสดงใน Registry Editor เป็นรูปแบบฐานสิบหก
DWORD ValueREG_DWORDข้อมูลแสดงโดยตัวเลขความยาว 4 ไบต์ (ตัวเลข 32 บิต) พารามิเตอร์หลายชนิดสำหรับไดรเวอร์อุปกรณ์และบริการต่างๆ เป็นประเภทนี้และแสดงใน Registry Editor เป็นไบนารี ฐานสิบหกหรือฐานสิบ ค่าที่เกี่ยวข้องได้แก่ DWORD_LITTLE_ENDIAN (ไบต์ที่สำคัญน้อยที่สุดอยู่ที่ที่อยู่ต่ำสุด) และ REG_DWORD_BIG_ENDIAN (ไบต์ที่สำคัญน้อยที่สุดอยู่ที่ที่อยู่สูงสุด)
ค่าสายอักขระที่ขยายได้REG_EXPAND_SZสายอักขระข้อมูลที่มีความยาวแบบผันแปรได้ ประเภทข้อมูลนี้รวมถึงตัวแปรที่ได้รับการแก้ไขเมื่อโปรแกรมหรือบริการใช้ข้อมูล
ค่าสายอักขระจำนวนมากREG_MULTI_SZสายอักขระหลายสาย ค่าต่างๆ ที่มีรายชื่อหรือค่าหลายค่าในรูปแบบที่คนสามารถอ่านได้มักจะเป็นประเภทนี้ รายการต่างๆ ถูกแยกโดยช่องว่าง จุลภาคหรือเครื่องหมายอื่นๆ
ค่าสายอักขระREG_SZสายอักขระข้อความที่มีความยาวตายตัว
ค่าไบนารีREG_RESOURCE_LISTชุดข้อมูลของอาเรย์ที่ซ้อนกันอยู่ที่ได้รับการออกแบบ เพื่อจัดเก็บรายชื่อทรัพยากรที่ใช้งานโดยไดรเวอร์อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ หรืออุปกรณ์ทางกายภาพที่ควบคุม ข้อมูลนี้ได้รับการตรวจสอบและเขียนในทรี \ResourceMap โดยระบบและแสดงใน Registry Editor ในรูปแบบฐานสิบหกเป็นค่าไบนารี
ค่าไบนารีREG_RESOURCE_REQUIREMENTS_LISTชุดข้อมูลของอาร์เรย์ที่ซ้อนกันที่ได้รับการออกแบบเพื่อบันทึกรายชื่อไดรเวอร์อุปกรณ์ของทรัพยากรฮาร์ดแวร์ หรือหนึ่งในอุปกรณ์ทางกายภาพที่การควบคุมสามารถใช้ได้ ระบบเขียนเซตย่อยของรายชื่อนี้ในทรี \ResourceMap ข้อมูลนี้ได้รับการตรวจพบโดยระบบและแสดงใน Registry Editor ในรูปแบบฐานสิบหกเป็นค่าไบนารี
ค่าไบนารีREG_FULL_RESOURCE_DESCRIPTORชุดข้อมูลของอาร์เรย์ที่ซ้อนกันที่ได้รับการออกแบบเพื่อบันทึกรายชื่อทรัพยากรที่ใช้โดยอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ข้อมูลนี้ได้รับการตรวจพบและเขียนในทรี \HardwareDescription โดยระบบและแสดงใน Registry Editor ในรูปแบบฐานสิบหกเป็นค่าไบนารี
ไม่มีREG_NONEข้อมูลที่ไม่มีประเภทเฉพาะ ข้อมูลนี้ถูกเขียนไปยังรีจิสทรีโดยระบบหรือโปรแกรมประยุกต์และแสดงใน Registry Editor ในรูปแบบฐานสิบหกเป็นค่าไบนารี
การเชื่อมโยงREG_LINKสายอักขระแบบ Unicode ที่ตั้งชื่อการเชื่อมโยงสัญลักษณ์
ค่า QWORDREG_QWORDข้อมูลที่แสดงโดยตัวเลขที่เป็นจำนวนเต็ม 64 บิต ข้อมูลนี้แสดงใน Registry Editor เป็นค่าไบนารีและมีการใช้งานครั้งแรกใน Windows 2000

สำรองข้อมูลรีจิสทรี

ก่อนที่คุณจะแก้ไขรีจิสทรี ให้ส่งออกคีย์ต่างๆ ในรีจิสทรีซึ่งคุณวางแผนที่จะแก้ไข หรือสำรองข้อมูลรีจิสทรีทั้งหมด หากเกิดปัญหาขึ้น คุณสามารถทำตามขั้นตอนต่างๆ ในส่วน "คืนค่ารีจิสทรี" เพื่อคืนค่ารีจิสทรีกลับสู่สถานะก่อนหน้านี้ เมื่อต้องการสำรองข้อมูลรีจิสทรีทั้งหมด ให้ใช้โปรแกรมอรรถประโยชน์การสำรองข้อมูลเพื่อสำรองข้อมูลสถานะระบบ สถานะระบบประกอบด้วยรีจิสทรี ฐานข้อมูลการลงทะเบียน COM+ Class และแฟ้มสำหรับเริ่มระบบของคุณ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีใช้โปรแกรมอรรถประโยชน์การสำรองข้อมูล เพื่อสำรองข้อมูลสถานะระบบ ให้คลิกหมายเลขบทความหมายเลขต่อไปนี้เพื่อดูบทความในฐานความรู้ของ Microsoft
308422 วิธีใช้โปรแกรมอรรถประโยชน์การสำรองข้อมูลที่อยู่ใน Windows XP เพื่อสำรองแฟ้มและโฟลเดอร์ต่างๆ
320820 วิธีใช้โปรแกรมอรรถประโยชน์การสำรองข้อมูลเพื่อสำรองแฟ้มและโฟลเดอร์ต่างๆ ใน Windows XP Home Edition
326216 วิธีใช้คุณลักษณะการสำรองข้อมูลเพื่อสำรองและคืนค่าข้อมูลใน Windows Server 2003

แก้ไขรีจิสทรี

เมื่อต้องการปรับเปลี่ยนข้อมูลรีจิสทรี โปรแกรมจะต้องใช้ฟังก์ชันของรีจิสทรีที่กำหนดไว้ในเว็บไซต์ต่อไปนี้ของ MSDN
http://msdn.microsoft.com/th-th/library/ms724875(VS.85).aspx
ผู้ดูแลสามารถปรับเปลี่ยนรีจิสทรีได้โดยใช้ Registry Editor (Regedit.exe หรือ Regedt32.exe) นโยบายกลุ่ม นโยบายระบบ แฟ้มรีจิสทรี (.reg) หรือโดยการเรียกใช้สคริปต์ เช่น แฟ้มสคริปต์ VisualBasic

ใช้ส่วนติดต่อผู้ใช้ Windows

ขอแนะนำให้คุณใช้ส่วนติดต่อผู้ใช้ Windows เพื่อเปลี่ยนการตั้งค่าระบบของคุณแทนการแก้ไขรีจิสทรีด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม บางครั้งการแก้ไขรีจิสทรีอาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ หากปัญหานี้แสดงรายละเอียดอยู่ในฐานความรู้ของ Microsoft คุณจะเห็นบทความพร้อมคำแนะนำทีละขั้นตอนในการแก้ไขรีจิสทรีสำหรับปัญหาดังกล่าว ขอแนะนำให้คุณปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านั้นอย่างเคร่งครัด

ใช้ Registry Editor

คำเตือน อาจเกิดปัญหาร้ายแรง หากคุณปรับเปลี่ยนรีจิสทรีไม่ถูกต้องโดยใช้ Registry Editor หรือโดยใช้วิธีอื่น คุณอาจต้องติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ Microsoft ไม่รับประกันว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ คุณต้องยอมรับความเสี่ยงด้วยตนเองในการปรับเปลี่ยนรีจิสทรี
คุณสามารถใช้ Registry Editor เพื่อดำเนินการในข้อต่อไปนี้ได้
  • ค้นหาทรีย่อย คีย์ คีย์ย่อย หรือค่า
  • เพิ่มคีย์ย่อยหรือเพิ่มค่า
  • เปลี่ยนค่า
  • ลบคีย์ย่อยหรือลบค่า
  • เปลี่ยนชื่อคีย์ย่อยหรือค่า
พื้นที่การนำทางของ Registry Editor แสดงโฟลเดอร์ แต่ละโฟลเดอร์แสดงคีย์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้าในคอมพิวเตอร์ในระบบ เมื่อคุณเข้าถึงรีจิสทรีของคอมพิวเตอร์ระยะไกล จะปรากฏคีย์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเพียงสองคีย์เท่านั้น HKEY_USERS and HKEY_LOCAL_MACHINE.

ใช้นโยบายกลุ่ม

Microsoft Management Console (MMC) เป็นที่เก็บเครื่องมือดูแลที่คุณสามารถใช้เพื่อจัดการเครือข่าย คอมพิวเตอร์ บริการ และคอมโพเนนต์อื่นๆ ของระบบได้ MMC Snap-in ของนโยบายกลุ่มช่วยให้ผู้ดูแลสามารถกำหนดการตั้งค่านโยบายที่จะนำไปใช้กับคอมพิวเตอร์หรือผู้ใช้ คุณสามารถนำนโยบายกลุ่มไปใช้บนเครื่องคอมพิวเตอร์เฉพาะที่ได้ โดยใช้ Gpedit.msc ซึ่งเป็น MMC Snap-in ของนโยบายกลุ่มแบบเฉพาะที่ และคุณสามารถนำนโยบายกลุ่มใน Active Directory ไปใช้ได้ โดยใช้ Active Directory User และ MMC Snap-in ของคอมพิวเตอร์ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการใช้นโยบายกลุ่ม ให้ดูที่หัวข้อวิธีใช้ใน MMC Snap-in ของนโยบายกลุ่มที่เหมาะสม

ใช้แฟ้มรายการป้อนข้อมูลการลงทะเบียน (.reg)

สร้างแฟ้มรายการป้อนข้อมูลการลงทะเบียน (.reg) ซึ่งจะเก็บการเปลี่ยนแปลงของรีจิสทรี จากนั้นให้เรียกใช้แฟ้ม .reg บนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่คุณต้องการทำการเปลี่ยนแปลง คุณสามารถเรียกใช้แฟ้ม .reg ด้วยตนเองได้หรือโดยการใช้สคริปต์การเข้าสู่ระบบ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ให้คลิกที่หมายเลขบทความต่อไปนี้เพื่อดูบทความในฐานความรู้ของ Microsoft:
310516 วิธีการเพิ่ม ปรับเปลี่ยน หรือลบคีย์ย่อยและค่ารีจิสทรี โดยใช้แฟ้มรายการการลงทะเบียน (.reg)

ใช้ Windows Script Host

ทั้งนี้ Windows Script Host ช่วยให้คุณสามารถเรียกใช้สคริปต์ VBScript และ JScript ได้โดยตรงในระบบปฏิบัติการ คุณสามารถสร้างแฟ้ม VBScript และ JScript ที่ใช้เมธอดของ Windows Script Host เพื่อลบ อ่าน และเขียนคีย์และค่ารีจิสทรีได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเมธอดเหล่านี้ โปรดเยี่ยมชมที่เว็บไซต์ต่อไปนี้ของ Microsoft
เมธอด RegDelete
http://msdn2.microsoft.com/en-us/library/293bt9hh.aspxp
เมธอด RegRead
http://msdn.microsoft.com/th-th/library/x05fawxd(VS.85).aspx
เมธอด RegWrite
http://msdn.microsoft.com/th-th/library/yfdfhz1b(VS.85).aspx

ใช้ Windows Management Instrumentation

ทั้งนี้ Windows Management Instrumentation (WMI) คือคอมโพเนนต์ของระบบปฏิบัติการ Windows ของ Microsoft และเป็นการนำ Web-Based Enterprise Management (WBEM) ของ Microsoft ไปใช้ WBEM เป็นการริเริ่มในอุตสาหกรรมเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีมาตรฐานสำหรับการเข้าถึงข้อมูลการจัดการในสภาพแวดล้อมองค์กร คุณสามารถใช้ WMI เพื่อทำให้งานด้านการดูแลเป็นไปโดยอัตโนมัติ (เช่น การแก้ไขรีจิสทรี) ในสภาพแวดล้อมองค์กร คุณสามารถใช้ WMI ในการเขียนสคริปต์ภาษาซึ่งมีโปรแกรมอยู่บน Windows และที่จัดการกับวัตถุ Microsoft ActiveX นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้โปรแกรมอรรถประโยชน์เกี่ยวกับบรรทัดคำสั่ง WMI (Wmic.exe) เพื่อปรับเปลี่ยนรีจิสทรีของ Windows ได้
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ WMI โปรดเยี่ยมชมที่เว็บไซต์ต่อไปนี้ของ Microsoft
http://msdn.microsoft.com/th-th/library/aa394582(VS.85).aspx
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรมอรรถประโยชน์เกี่ยวกับบรรทัดคำสั่ง WMI ให้คลิกหมายเลขบทความต่อไปนี้ เพื่อดูบทความในฐานความรู้ของ Microsoft
290216 คำอธิบายโปรแกรมอรรถประโยชน์เกี่ยวกับบรรทัดคำสั่ง (Wmic.exe) ของ Windows Management Instrumentation (WMI)

ใช้เครื่องมือ Console Registry สำหรับ Windows

คุณสามารถใช้เครื่องมือ Console Registry สำหรับ Windows (Reg.exe) ในการแก้ไขรีจิสทรี สำหรับวิธีการใช้เครื่องมือ Reg.exe ให้พิมพ์ reg /? ที่พร้อมรับคำสั่ง แล้วคลิก ตกลง

คืนค่ารีจิสทรี

เมื่อต้องการคืนค่ารีจิสทรี ให้ใช้วิธีการที่เหมาะสม

คืนค่ารีจิสทรีคีย์

เมื่อต้องการคืนค่าคีย์ย่อยของรีจิสทรีที่คุณส่งออก ให้คลิกสองครั้งที่แฟ้มรายการป้อนข้อมูลการลงทะเบียน (.reg) ที่คุณบันทึกไว้ในส่วนส่งออกคีย์ย่อยของรีจิสทรี หรือคุณสามารถคืนค่ารีจิสทรีทั้งหมดจากการสำรองข้อมูลได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการคืนค่ารีจิสทรีทั้งหมด ให้ดูที่ส่วน “คืนค่ารีจิสทรีทั้งหมด” ที่อยู่ในบทความนี้ได้ในภายหลัง

คืนค่ารีจิสทรีทั้งหมด

เมื่อต้องการคืนค่ารีจิสทรีทั้งหมด ให้คืนค่าสถานะระบบจากการสำรองข้อมูล สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการคืนค่าสถานะระบบจากการสำรองข้อมูล ให้คลิกหมายเลขบทความต่อไปนี้ เพื่อดูบทความในฐานความรู้ของ Microsoft
309340 วิธีใช้การสำรองข้อมูลเพื่อคืนค่าแฟ้มและโฟลเดอร์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณที่ใช้ Windows XP

หมายเหตุ การสำรองข้อมูลสถานะระบบยังเป็นการสร้างสำเนาของแฟ้มรีจิสทรีที่ปรับปรุงแล้วในโฟลเดอร์ %SystemRoot%\Repair หากคุณไม่สามารถเริ่ม Windows XP ได้หลังจากแก้ไขรีจิสทรีแล้ว คุณสามารถเปลี่ยนแฟ้มรีจิสทรีด้วยตนเองได้ โดยใช้ขั้นตอนต่างๆ ที่อยู่ในส่วน "ส่วนที่หนึ่ง" ของบทความฐานความรู้ของ Microsoft ต่อไปนี้
307545 วิธีการกู้คืนจากรีจิสทรีที่เสียหายซึ่งขัดขวางไม่ให้ Windows XP เริ่มทำงานได้

ข้อมูลอ้างอิง

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ต่อไปนี้ของ Microsoft
http://technet.microsoft.com/th-th/library/cc984339.aspx
http://technet.microsoft.com/th-th/library/cc750583.aspx
Windows Server Catalog ของผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบ คือ ข้อมูลอ้างอิงสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการทดสอบความเข้ากันได้กับ Windows Server สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สำรองข้อมูลที่ได้รับการทดสอบสำหรับความเข้ากันได้กับ Windows Server โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ต่อไปนี้ของ Microsoft:
http://www.windowsservercatalog.com/results.aspx?text=backup&bCatID=1282&OR=5&chtext=&cstext=&csttext=&chbtext=
Data Protection Manager (DPM) เป็นส่วนประกอบหลักของกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านการจัดการ Microsoft System Center และได้รับการออกแบบขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีในการจัดการสภาพแวดล้อม Windows DPM เป็นมาตรฐานใหม่สำหรับการสำรองและกู้คืนข้อมูลบน Windows และยังให้การปกป้องข้อมูลอย่างต่อเนื่องสำหรับโปรแกรมประยุกต์ของ Microsoft รวมถึงเซิร์ฟเวอร์แฟ้มต่างๆ ที่ใช้ดิสก์และสื่อเทปแบบรวมได้อย่างราบรื่น สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ DPM โปรดเยี่ยมชมที่เว็บไซต์ต่อไปนี้ของ Microsoft
http://www.microsoft.com/systemcenter/dpm/default.mspx
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกู้คืนข้อมูล โปรดเยี่ยมชมที่เว็บไซต์ต่อไปนี้ของ Microsoft
http://social.technet.microsoft.com/Search/th-th/?Query=Disaster+Recovery
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการสำรองข้อมูลและคืนค่ารีจิสทรี โปรดคลิกที่หมายเลขบทความต่อไปนี้ เพื่อดูบทความในฐานความรู้ของ Microsoft
322756 วิธีการสำรองข้อมูลและคืนค่ารีจิสทรีใน Windows XP และ Windows Vista
322755 ิวิธีการสำรองข้อมูล แก้ไขและคืนค่ารีจิสทรีใน Windows 2000
323170 ิวิธีการสำรองข้อมูล แก้ไขและคืนค่ารีจิสทรีใน Windows NT 4.0
322754 วิธีการสำรอง แก้ไขและคืนค่ารีจิสทรีใน Windows 95, Windows 98 และ Windows Me
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง Regedit.exe และ Regedt32.exe โปรดคลิกที่หมายเลขบทความต่อไปนี้เพื่อดูบทความในฐานความรู้ของ Microsoft
141377 ความแตกต่างระหว่าง Regedit.exe และ Regedt32.exe
หมายเหตุ นี่คือบทความ "FAST PUBLISH" (เผยแพร่ด่วน) ที่สร้างขึ้น โดยตรงจากหน่วยงานสนับสนุนภายในองค์กรของ Microsoft ข้อมูลที่มีอยู่ในที่นี้ได้รับการจัดทำขึ้นตามสภาพที่เป็นโดยตอบสนองต่อประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องด้วยความรวดเร็วในการจัดทำเอกสารนี้ให้พร้อมใช้งาน เนื้อหาสาระในเอกสารดังกล่าวจึงอาจจะมีส่วนที่พิมพ์ผิดพลาดและอาจจะได้รับการตรวจทานแก้ไขเมื่อใดก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบ โปรดดู ข้อกำหนดการใช้งาน สำหรับประเด็นการพิจารณาอื่นๆ

คุณสมบัติ

หมายเลขบทความ (Article ID): 256986 - รีวิวครั้งสุดท้าย: 31 พฤษภาคม 2556 - Revision: 1.0
ใช้กับ
  • Windows Vista Enterprise
  • Windows Vista Business
  • Windows Vista Ultimate
  • Windows Vista Home Premium
  • Windows Vista Home Basic
  • Windows Vista Starter
  • Windows Vista Business 64-bit edition
  • Windows Vista Ultimate 64-bit edition
  • Windows Vista Home Premium 64-bit edition
  • Windows Vista Home Basic 64-bit edition
  • Windows Vista Enterprise 64-bit edition
  • Microsoft Windows Server 2003, Enterprise x64 Edition
  • Microsoft Windows Server 2003 Datacenter Edition
  • Microsoft Windows Server 2003 Enterprise Edition
  • Microsoft Windows Server 2003 Standard Edition
  • Microsoft Windows Server 2003 Web Edition
  • Microsoft Windows XP Professional x64 Edition
  • Microsoft Windows XP Home Edition
  • Microsoft Windows XP Professional Edition
  • Microsoft Windows XP Media Center Edition 2005 Update Rollup 2
  • Microsoft Windows XP Tablet PC Edition
  • Microsoft Windows 2000 Server
  • Microsoft Windows 2000 Advanced Server
  • Microsoft Windows 2000 Professional Edition
  • Microsoft Windows NT Server 4.0 Standard Edition
  • Microsoft Windows NT Server 4.0 Enterprise Edition
  • Microsoft Windows NT Workstation 4.0 Developer Edition
  • Microsoft Windows 95
  • Microsoft Windows Small Business Server 2003 Premium Edition
  • Microsoft Windows Small Business Server 2003 Standard Edition
Keywords: 
kbresolve kbenv kbinfo kbregistry KB256986

ให้ข้อเสนอแนะ

 

Contact us for more help

Contact us for more help
Connect with Answer Desk for expert help.
Get more support from smallbusiness.support.microsoft.com