เครื่องมือป้องกันไวรัสไม่สามารถล้างแฟ้มที่ติดไวรัสในโฟลเดอร์ _Restore ได้

การแปลบทความ การแปลบทความ
หมายเลขบทความ (Article ID): 263455 - ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในบทความนี้
ขยายทั้งหมด | ยุบทั้งหมด

เนื้อหาบนหน้านี้

อาการ

เมื่อคุณรันโปรแกรมป้องกันไวรัส อาจได้รับรายงานที่แจ้งว่ามีแฟ้มอย่างน้อยหนึ่งแฟ้มในโฟลเดอร์ _Restore\Temp หรือ _Restore\Archive มีไวรัสหรือติดไวรัส นอกจากนี้ โปรแกรมป้องกันไวรัสของคุณอาจจะระบุว่าไม่สามารถลบไวรัสออกจากแฟ้มนั้นๆ หรือหลายๆ แฟ้มได้

สาเหตุ

ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากคุณสมบัติ System Restore ใน Windows Millennium Edition (Me) ป้องกันโฟลเดอร์และแฟ้มต่างๆ ทั้งหมดในโฟลเดอร์ _Restore ในพาร์ทิชันระบบของ Windows Me โฟลเดอร์นี้และโฟลเดอร์ย่อยทั้งหมดคือแหล่งข้อมูลที่คุณสมบัติ System Restore ใช้เพื่อเรียกคืนให้ระบบปฏิบัติการกลับไปยังสถานะก่อนหน้า

แม้ว่าโปรแกรมป้องกันไวรัสบางชนิดจะสามารถทำงานกับแฟ้มต่างๆ ที่ถูกบีบอัดหรือเก็บเป็นรูปแบบ .zip หรือ .cap แต่คุณสมบัติ System Restore ไม่อนุญาตให้ยูทิลิตีเหล่านี้ทำงานกับแฟ้มในลักษณะดังกล่าวภายในแหล่งข้อมูล แหล่งข้อมูลได้รับการป้องกันเพื่อความสมบูรณ์ของข้อมูล และคุณสมบัติ System Restore เป็นเพียงวิธีการเดียวที่คุณสามารถใช้เพื่อเข้าใช้งานแหล่งข้อมูลได้ เนื่องจากสาเหตุนี้ โปรแกรมป้องกันไวรัสจึงไม่สามารถกำจัดไวรัสจากแฟ้มเดียวหรือหลายๆ แฟ้มในแหล่งข้อมูลได้ แฟ้มต่างๆ ในแหล่งข้อมูลจะไม่มีการใช้งานและสามารถใช้ได้โดยคุณสมบัติ System Restore เท่านั้น

การแก้ไข

การแก้ไขเกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้ใช้วิธีการที่เหมาะสม

ใช้คุณสมบัติ First In First Out (FIFO)

ด้วยการทำงานแบบ FIFO จะลบจุด restore points ที่เก่าที่สุด ดังนั้น restore points ที่ใหม่กว่าและล่าสุดจะถูกเพิ่มลงในแหล่งข้อมูล FIFO เริ่มโดยอัตโนมัติเมื่อแฟ้มต่างๆ ในแหล่งข้อมูลถึงระดับ 90 เปอร์เซ็นต์ของขนาดสูงสุดของแหล่งข้อมูล System Restore จะปรับปรุงแฟ้มเก่าที่สุดก่อน จนกระทั่งแฟ้มต่างๆ ในแหล่งข้อมูลมีไม่ถึงระดับ 50 เปอร์เซ็นต์ของขนาดสูงสุดของแหล่งข้อมูล

ตัวอย่างเช่น หากขนาดสูงสุดของแหล่งข้อมูลคือ 400 เมกะไบต์ (MB) ค่า 90 เปอร์เซ็นต์ก็คือ 360 เมกะไบต์และ 50 เปอร์เซ็นต์ก็คือ 200 เมกะไบต์ หากแหล่งข้อมูลมีขนาด 200 เมกะไบต์เมื่อคุณดูคุณสมบัติของโฟลเดอร์ _Restore ซึ่งคือ 50 เปอร์เซ็นต์ของขนาดสูงสุด หากคุณปรับขนาดของแหล่งข้อมูลให้มีขนาดสูงสุดเป็น 200 เมกะไบต์ FIFO จะเกิดขึ้นเมื่อคลิก Apply

หมายเหตุ: หากแหล่งข้อมูลน้อยกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ (180 เมกะไบต์) ของค่าสูงสุด (200 เมกะไบต์) การปรับขนาดจะไม่มีผลใดๆ ต่อการปรับปรุงจุด restore points ในกรณีนี้ คุณต้องพิจารณาให้รอบคอบถึงวิธีการต่างๆ ที่จะอธิบายไว้ในบทความนี้

ภายในช่วงเวลาหนึ่ง แหล่งข้อมูลจะปรับปรุงจุด restore points ในแบบ FIFO เมื่อถึงค่าสูงสุดของขนาดแหล่งข้อมูล มีสถานการณ์บางสถานการณ์ที่สามารถใช้ FIFO เพื่อปรับปรุงจุด restore points ที่เก่าที่สุดให้เป็นจุด restore points ที่ใหม่ที่สุดในเครื่อง

FIFO วิธีที่ 1

ไม่ต้องทำอะไรหากระบบถูกล้างและมีเพียงแหล่งข้อมูลที่ได้รับการรายงานจากเครื่องมือป้องกันไวรัสว่ามีแฟ้มที่อาจมีไวรัส จนกระทั่งแฟ้มที่ติดไวรัสทั้งหมดได้รับการจัดการออกตามรูปแบบ FIFO โปรแกรมป้องกันไวรัสอาจจะยังรายงานว่ามีแฟ้มที่ติดไวรัสซึ่งไม่สามารถเข้าถึงได้ในแหล่งข้อมูล

FIFO วิธีที่ 2

คุณสามารถเรียกใช้งาน FIFO เพื่อลบจุด restore points ที่เก่ากว่าจากแหล่งข้อมูลได้โดยการปรับลดขนาดแหล่งข้อมูล การใช้คุณสมบัติ System Restore เพื่อปรับขนาดของแหล่งข้อมูล:
  1. ดูคุณสมบัติของโฟลเดอร์ _Restore เพื่อตรวจสอบว่ามีข้อมูลจริงๆ ในแหล่งข้อมูลมากน้อยแค่ไหน คุณทำเช่นนี้เพื่อตรวจสอบว่าขั้นตอนนี้จะมีผลต่อแหล่งข้อมูลหรือไม่ หากแหล่งข้อมูลใช้พื้นที่น้อยกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ (ต่ำกว่า 180 เมกะไบต์) ของค่าสูงสุด (200 เมกะไบต์) วิธีการนี้ไม่มีผลต่อการปรับปรุงจุด restore points หากมีการใช้พื้นที่น้อยกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของแหล่งข้อมูล แม้ที่การตั้งค่าต่ำสุด คุณควรพิจารณาการใช้ FIFO วิธีที่ 1 หรือใช้วิธี "การปรับปรุงแหล่งข้อมูลด้วยตนเอง" ที่จะกล่าวถึงต่อไปในบทนี้
  2. คลิก Start เลือกที่ Settings แล้วคลิก Control Panel
  3. ดับเบิลคลิกที่ System จากนั้นคลิกที่แท็บPerformance
  4. คลิก File System
  5. ปรับแถบเลื่อน System Restore disk space use ให้เป็นค่าต่ำสุดที่เป็นได้ จากนั้นคลิกApply

    โดยที่คุณสามารถใช้แถบเลื่อน System Restore disk space use เพื่อเลือกค่าต่ำสุด ค่าสูงสุดหรือค่าอื่นๆ ที่เป็นได้ให้แหล่งข้อมูล การปรับแถบเลื่อนให้มีค่าน้อยลงเปลี่ยนค่าที่กระตุ้นการใช้ FIFO คุณควรรีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้การแก้ไขมีผลใช้งาน
  6. คลิกที่ OK และคลิก OKเพื่อปิด System properties
  7. ใช้โปรแกรมป้องกันไวรัสสแกนคอมพิวเตอร์เพื่อตรวจสอบว่าแฟ้มที่ติดไวรัสถูกลบออกจากแหล่งข้อมูลแล้ว หากยังคงมีแฟ้มต่างๆ ที่ติดไวรัสในแหล่งข้อมูล ให้ทำซ้ำตามขั้นตอนก่อนหน้าและลดขนาดแหล่งข้อมูลลงไปจนกระทั่งแหล่งข้อมูลไม่มีแฟ้มที่ติดไวรัส

    โดยที่คุณสามารถใช้หน้าปฏิทินในเครื่องมือ System Restore เพื่อดูว่าจุด restore points มีการย้อนกลับไปมากน้อยแค่ไหน
  8. หลังจากแฟ้มต่างๆ ที่ติดไวรัสถูกลบออกจากแหล่งข้อมูลด้วยวิธีนี้แล้ว ให้ปรับแถบเลื่อนกลับเป็นแบบเดิมหรือขนาดที่เหมาะสม แล้วคลิกOK เพื่อปิดหน้าต่างทำงานต่างๆ ที่เปิดอยู่ทั้งหมด แล้วรีสตาร์ทเครื่อง
หากยังคงมีแฟ้มที่ติดไวรัสในแหล่งข้อมูลหลังจากคุณได้ปรับขนาดแหล่งข้อมูลจนถึงขนาดต่ำสุดแล้ว คุณอาจรอให้แฟ้มนั้นๆ ถูกลบออกไปตามกระบวนการ FIFO (FIFO วิธีที่ 1) หรืออาจใช้ "การปรับปรุงแหล่งข้อมูลด้วยตนเอง" ซึ่งจะมีการอธิบายต่อไปนี้บทความนี้เพื่อลบจุด restore points ทั้งหมดออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์

การปรับปรุงแหล่งข้อมูลด้วยตนเอง

การลบแฟ้มที่ติดไวรัสทั้งหมดออกจากแฟ้มต่างๆ ในแหล่งข้อมูล ให้ปิดและเปิดการใช้คุณสมบัติ System Restore

คำเตือน: การทำงานต่อไปนี้จะเป็นการลบจุด restore points ทั้งหมดจากแหล่งข้อมูล ห้ามใช้วิธีการนี้หากจะทำให้เกิดปัญหา เมื่อคุณเปิดใช้คุณสมบัติ System Restore อีกครั้ง System Restore จะสร้างจุด restore point ใหม่แล้วตรวจสอบคอมพิวเตอร์ต่อไปอีกครั้ง
  1. คลิก Start เลือกที่ Settings แล้วคลิก Control Panel
  2. ดับเบิลคลิกที่ System จากนั้นคลิกที่แท็บPerformance
  3. คลิก File Systemจากนั้นคลิกที่แท็บTroubleshooting
  4. คลิกเพื่อเลือกช่องทำเครื่องหมาย Disable System Restore คลิก Apply คลิกเพื่อยกเลิกการเลือกช่องทำเครื่องหมาย Disable System Restore คลิก Apply จากนั้นคลิกOK
  5. รีสตาร์ทเครื่องคอมพิวเตอร์เมื่อระบบพรอมต์ เมื่อคอมพิวเตอร์รีสตาร์ท แหล่งข้อมูลจะถูกปรับปรุงและคุณสมบัติ System Restore จะเริ่มตรวจสอบระบบอีกครั้ง

สถานะ

การทำงานนี้เกิดจากการออกแบบ

ข้อมูลเพิ่มเติม

โฟลเดอร์ _Restore ได้รับการป้องกันโดยค่าเริ่มต้นและป้องกันโปรแกรมต่างๆ ไม่ให้ทำงานกับแฟ้มต่างๆ ภายในโฟลเดอร์นี้ แฟ้มต่างๆ เหล่านี้จะไม่มีการทำงานภายในแหล่งข้อมูลและจะไม่มีการใช้งานโดยยูทิลิตีอื่นๆ นอกจาก System Restore

คุณสมบัติ System Restore ไม่ได้รับการออกแบบเพื่อให้สแกนหาการติดไวรัสหรือการทำงานของไวรัส การติดไวรัสคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะค้นหาและทำลายแฟ้มที่มีนามสกุลเป็น .exe หรือ .com เป็นแฟ้มที่คุณสมบัติ System Restore ได้รับการออกแบบให้ตรวจสอบ

หมายเหตุ: หากคุณเรียกคืนคอมพิวเตอร์ให้เป็นสภาวะก่อนหน้าเมื่อคุณยังไม่ได้ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส คุณต้องติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสและกำจัดไวรัสออกจากแฟ้มต่างๆ ที่ถูกเรียกคืนมาแล้วมีการติดไวรัส

คุณสมบัติ

หมายเลขบทความ (Article ID): 263455 - รีวิวครั้งสุดท้าย: 8 มิถุนายน 2549 - Revision: 1.1
ใช้กับ
  • Microsoft Windows Millennium Edition
Keywords: 
kbenv kbprb KB263455
การปฏิเสธความรับผิดชอบในเนื้อหาของ KB ที่จะไม่มีการปรับปรุงอีกต่อไป
บทความนี้กล่าวถึงผลิตภัณฑ์ที่ Microsoft ไม่มีการสนับสนุนอีกต่อไป เนื้อหาของบทความจึงมีการนำเสนอ "ตามลักษณะที่เป็น" และจะไม่มีการปรับปรุงข้อมูลอีก

ให้ข้อเสนอแนะ

 

Contact us for more help

Contact us for more help
Connect with Answer Desk for expert help.
Get more support from smallbusiness.support.microsoft.com