วิธีการค้นหาข้อมูลในตาราง Excel

การแปลบทความ การแปลบทความ
หมายเลขบทความ (Article ID): 324861 - ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในบทความนี้
ขยายทั้งหมด | ยุบทั้งหมด

เนื้อหาบนหน้านี้

สรุป

บทความที่มีการอธิบายทีละขั้นตอนนี้จะอธิบายวิธีการค้นหาข้อมูลในตาราง (หรือช่วงของเซลล์) โดยใช้ฟังก์ชันต่างๆ ที่มีอยู่แล้วภายในใน Microsoft Excel คุณสามารถใช้สูตรต่างๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์อย่างเดียวกัน

สร้างแผ่นงานตัวอย่าง

บทความนี้จะใช้แผ่นงานตัวอย่างเพื่อแสดงถึงการใช้ฟังก์ชันที่มีอยู่แล้วภายในของ Excel ตัวอย่างเช่น การอ้างอิงชื่อใดชื่อหนึ่งจากคอลัมน์ A และการแสดงผลลัพธ์อายุของบุคคลนั้นจากคอลัมน์ C เมื่อต้องการสร้างแผ่นงานนี้ ให้ป้อนข้อมูลต่อไปนี้ลงในแผ่นงานเปล่าของ Excel

ให้คุณพิมพ์ค่าที่ต้องการค้นหาในเซลล์ E2 คุณสามารถพิมพ์สูตรในเซลล์ที่ว่างเซลล์ใดก็ได้ในแผ่นงานเดียวกัน
ยุบตารางนี้ขยายตารางนี้
ABCDE
1ชื่อแผนกอายุค้นหาค่า
2Henry50128Mary
3Stan20119
4Mary10122
5Larry30129

คำจำกัดความของคำศัพท์

บทความนี้ใช้คำศัพท์ต่อไปนี้ในการอธิบายเกี่ยวกับฟังก์ชันที่มีอยู่แล้วภายในของ Excel:
ยุบตารางนี้ขยายตารางนี้
คำศัพท์คำจำกัดความตัวอย่าง
Table_Arrayตารางการค้นหาทั้งหมดA2:C5
Lookup_Valueค่าที่พบในคอลัมน์แรกของ Table_Array E2
Lookup_Array
-หรือ-
Lookup_Vector
ช่วงของเซลล์ที่มีค่าการค้นหาที่เป็นไปได้A2:A5
Col_Index_Numหมายเลขคอลัมน์ใน Table_Array ซึ่งควรให้ค่าที่ตรงกัน3 (คอลัมน์ที่สามใน Table_Array)
Result_Array
-หรือ-
Result_Vector
ช่วงที่มีเพียงแถวหรือคอลัมน์เดียว ต้องมีขนาดเดียวกับ Lookup_Array หรือ Lookup_VectorC2:C5
Range_Lookup ค่าเชิงตรรกะ (จริงหรือเท็จ) ถ้าเป็นค่าจริง หรือเว้นไว้ จะมีการให้ค่าที่ตรงกันโดยประมาณ ถ้าเป็นค่าเท็จ จะมีการค้นหาค่าที่ตรงกันทุกประการเท็จ
Top_Cellเป็นการอ้างอิงจากสิ่งที่คุณต้องการวางเป็นฐานออฟเซต Top_Cell ต้องอ้างอิงถึงเซลล์หรือช่วงของเซลล์ที่อยู่ติดกัน มิฉะนั้น OFFSET จะให้ค่าผิดพลาด #VALUE!
Offset_Col หมายเลขของคอลัมน์ทางด้านซ้ายหรือขวาที่คุณต้องการให้เซลล์ด้านซ้ายบนของผลลัพธ์อ้างอิงถึง ตัวอย่างเช่น "5" ซึ่งเป็นอาร์กิวเมนต์ Offset_Col ระบุว่าเซลล์ด้านซ้ายบนในการอ้างอิงอยู่ทางด้านขวาของการอ้างอิงไปห้าคอลัมน์ Offset_Col อาจเป็นค่าบวก (ซึ่งหมายถึงด้านขวาของการอ้างอิงเริ่มต้น) หรือค่าลบก็ได้ (ซึ่งหมายถึงด้านซ้ายของการอ้างอิงเริ่มต้น)

ฟังก์ชัน

LOOKUP()

ฟังก์ชัน LOOKUP จะค้นหาค่าในแถวหรือคอลัมน์เดี่ยว และจับคู่กับค่าในตำแหน่งเดียวกันที่อยู่ในแถวหรือคอลัมน์อื่น

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของรูปแบบสูตร LOOKUP:
=LOOKUP(Lookup_Value,Lookup_Vector,Result_Vector)

สูตรต่อไปนี้จะค้นหาอายุของ Mary ในแผ่นงานตัวอย่าง:
=LOOKUP(E2,A2:A5,C2:C5)
สูตรนี้จะใช้ค่า "Mary" ในเซลล์ E2 และค้นหา "Mary" ในเวกเตอร์การค้นหา (คอลัมน์ A) จากนั้นสูตรจะจับคู่ค่าในแถวเดียวกันในเวกเตอร์ผลลัพธ์ (คอลัมน์ C) เนื่องจาก "Mary" อยู่ในแถวที่ 4 LOOKUP จะส่งกลับค่าจากแถวที่ 4 ในคอลัมน์ C (22)

หมายเหตุ ฟังก์ชัน LOOKUP จำเป็นต้องมีการจัดเรียงตาราง
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟังก์ชัน LOOKUP ให้คลิกหมายเลขบทความต่อไปนี้ เพื่อดูบทความใน Microsoft Knowledge Base:
324986 วิธีการใช้ฟังก์ชัน LOOKUP ใน Excel

VLOOKUP()

ฟังก์ชัน VLOOKUP หรือ Vertical Lookup ใช้เมื่อข้อมูลแสดงอยู่ในคอลัมน์ ฟังก์ชันนี้จะค้นหาค่าในคอลัมน์ซ้ายสุด และจับคู่ค่านั้นกับข้อมูลในคอลัมน์ที่ระบุในแถวเดียวกัน คุณสามารถใช้ VLOOKUP เพื่อค้นหาข้อมูลในตารางที่มีการจัดเรียงหรือไม่ได้จัดเรียงก็ได้ ตัวอย่างต่อไปนี้จะใช้ตารางที่มีข้อมูลที่ไม่ได้จัดเรียง

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของรูปแบบสูตร VLOOKUP:
=VLOOKUP(Lookup_Value,Table_Array,Col_Index_Num,Range_Lookup)
สูตรต่อไปนี้จะค้นหาอายุของ Mary ในแผ่นงานตัวอย่าง:
=VLOOKUP(E2,A2:C5,3,FALSE)
สูตรนี้จะใช้ค่า "Mary" ในเซลล์ E2 และค้นหา "Mary" ในคอลัมน์ด้านซ้ายสุด (คอลัมน์ A) จากนั้นสูตรจะจับคู่ค่าในแถวเดียวกันใน Column_Index ตัวอย่างนี้ใช้ "3" เป็น Column_Index (คอลัมน์ C) เนื่องจาก "Mary" อยู่ในแถวที่ 4 VLOOKUP จะส่งกลับค่าจากแถวที่ 4 ในคอลัมน์ C (22)
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟังก์ชัน VLOOKUP ให้คลิกหมายเลขบทความต่อไปนี้ เพื่อดูบทความใน Microsoft Knowledge Base:
181213 วิธีการใช้ VLOOKUP หรือ HLOOKUP เพื่อค้นหาค่าที่ตรงกันทุกประการ

INDEX() และ MATCH()

คุณสามารถใช้ฟังก์ชัน INDEX และ MATCH ร่วมกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เหมือนกับการใช้ LOOKUP หรือ VLOOKUP

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของรูปแบบที่รวม INDEX และ MATCH เข้าด้วยกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เช่นเดียวกับ LOOKUP และ VLOOKUP ในตัวอย่างก่อนหน้านี้:
=INDEX(Table_Array,MATCH(Lookup_Value,Lookup_Array,0),Col_Index_Num)

สูตรต่อไปนี้จะค้นหาอายุของ Mary ในแผ่นงานตัวอย่าง:
=INDEX(A2:C5,MATCH(E2,A2:A5,0),3)
 สูตรนี้จะใช้ค่า "Mary" ในเซลล์ E2 และค้นหา "Mary" ในคอลัมน์ A จากนั้นจะจับคู่ค่านั้นในแถวเดียวกันในคอลัมน์ C เนื่องจาก "Mary" อยู่ในแถวที่ 4 สูตรจึงจะให้ค่าจากแถวที่ 4 ในคอลัมน์ C (22)

หมายเหตุ ถ้าไม่มีเซลล์ใดใน Lookup_Array ที่ตรงกับ Lookup_Value ("Mary") สูตรนี้จะให้ค่าเป็น #N/A
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟังก์ชัน INDEX ให้คลิกหมายเลขบทความต่อไปนี้ เพื่อดูบทความใน Microsoft Knowledge Base:
324988 วิธีการใช้ฟังก์ชัน INDEX เพื่อค้นหาข้อมูลในตาราง

OFFSET() และ MATCH()

คุณสามารถใช้ฟังก์ชัน OFFSET และ MATCH ร่วมกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เหมือนกับฟังก์ชันต่างๆ ในตัวอย่างก่อนหน้านี้

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของรูปแบบที่รวม OFFSET และ MATCH เข้าด้วยกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เช่นเดียวกับ LOOKUP และ VLOOKUP:
=OFFSET(top_cell,MATCH(Lookup_Value,Lookup_Array,0),Offset_Col)
สูตรนี้จะค้นหาอายุของ Mary ในแผ่นงานตัวอย่าง:
=OFFSET(A1,MATCH(E2,A2:A5,0),2)
สูตรนี้จะใช้ค่า "Mary" ในเซลล์ E2 และค้นหา "Mary" ในคอลัมน์ A จากนั้นสูตรจะจับคู่ค่าดังกล่าวในแถวเดียวกัน แต่ไปทางด้านขวาสองคอลัมน์ (คอลัมน์ C) เนื่องจาก "Mary" อยู่ในคอลัมน์ A สูตรจึงจะให้ค่าในแถวที่ 4 ในคอลัมน์ C (22)
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟังก์ชัน OFFSET ให้คลิกหมายเลขบทความต่อไปนี้ เพื่อดูบทความใน Microsoft Knowledge Base:
324991 วิธีการใช้ฟังก์ชัน OFFSET

คุณสมบัติ

หมายเลขบทความ (Article ID): 324861 - รีวิวครั้งสุดท้าย: 9 มีนาคม 2557 - Revision: 7.0
ใช้กับ
  • Microsoft Office Excel 2003
  • Microsoft Office Excel 2007
  • Microsoft Excel 2010
Keywords: 
kbhowtomaster kbhowto KB324861

ให้ข้อเสนอแนะ

 

Contact us for more help

Contact us for more help
Connect with Answer Desk for expert help.
Get more support from smallbusiness.support.microsoft.com