หมายเลขบทความ (Article ID): 822705 - ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในบทความนี้
ขยายทั้งหมด | ยุบทั้งหมด

เนื้อหาบนหน้านี้

สรุป

บทความนี้อธิบายถึงวิธีการแก้ปัญหาความเสียหายของรีจิสทรี

หากคอมพิวเตอร์ของคุณไม่เริ่มต้นระบบใหม่ กลุ่มรีจิสทรีอาจเสียหาย ข้อความแสดงข้อผิดพลาดอาจแตกต่างกันไป ซึ่งอาจรวมถึงข้อความต่างๆ ต่อไปนี้:
Windows could not start because the following file is missing or corrupt:\WINNT\SYSTEM32\CONFIG\SYSTEM.ced
Windows could not start because the following file is missing or corrupt:\WINNT\SYSTEM32\CONFIG\SYSTEM
Windows could not start because the following file is missing or corrupt:\WINNT\SYSTEM32\CONFIG\SOFTWARE
System hive error
Stop 0xc0000218 (0xe11a30e8, 0x00000000, 0x000000000, 0x00000000) UNKNOWN_HARD_ERROR
Stop: 0xc0000218 {Registry File Failure} The registry cannot load the hive (file): \SystemRoot\System32\Config\CorruptHive or its log or alternate. It is corrupt, absent, or not writable.

ข้อมูลเพิ่มเติม

อาจมีสาเหตุหลายประการที่กลุ่มรีจิสทรีอาจเสียหาย ส่วนมากแล้ว ความเสียหายอาจเกิดขึ้นเมื่อคอมพิวเตอร์ปิดระบบ และคุณไม่สามารถตรวจสอบสาเหตุได้เนื่องจากคอมพิวเตอร์ยกเลิกการโหลดกระบวนการและไดรเวอร์ต่างๆ ระหว่างการปิดระบบ บางครั้งอาจจะค้นหาสาเหตุของความเสียหายของรีจิสทรีได้ยาก ส่วนต่อไปนี้อธิบายสาเหตุสามสาเหตุที่เป็นไปได้ของปัญหาและมีขั้นตอนต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหา

ไฟดับ

การปิดระบบเนื่องจากไฟดับหรือการปิดระบบอื่นๆ อาจทำให้กลุ่มรีจิสทรีเกิดความเสียหาย เมื่อต้องการตรวจสอบว่าใช่สาเหตุของปัญหาหรือไม่ ให้ดูที่รายการ event ID 6008 รายการ Event ID 6008 ระบุว่ามีการปิดระบบแบบกะทันหัน ในกรณีนี้ บางกระบวนการอาจอยู่ในกระบวนการการแก้ไขบางส่วนของกลุ่มรีจิสทรี คอมพิวเตอร์จะดับไปก่อนที่การเปลี่ยนแปลงจะสำเร็จ ซึ่งจะทำให้กลุ่มรีจิสทรีอยู่ในสภาวะที่ไม่คงที่ ในการเริ่มระบบใหม่ เมื่อระบบปฏิบัติการพยายามโหลดกลุ่มรีจิสทรี อาจพบว่าข้อมูลในกลุ่มรีจิสทรีนั้นไม่เสียหาย และคุณอาจได้รับข้อความแสดงข้อผิดพลาดอย่างใดอย่างหนึ่งที่รวมไว้ในส่วน "สรุป" ของบทความนี้

แฟ้มเสียหายและความผิดพลาดฮาร์ดแวร์

แฟ้มอื่นๆ อาจเสียหาย คุณต้องระบุว่าเฉพาะกลุ่มรีจิสทรีเสียหายหรือมีแฟ้มอื่นๆ (ระบบและข้อมูล) เสียหายด้วย หากความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับกลุ่มรีจิสทรี ความเสียหายนั้นอาจเกิดจากความผิดพลาดของฮาร์ดแวร์ ฮาร์ดแวร์นี้อาจมีการทำให้เกิดการเขียนไปยังดิสก์ ดังต่อไปนี้:
  • random access memory (RAM)
  • แคช
  • ตัวประมวลผล
  • คอนโทรลเลอร์ดิสก์
หากคุณสงสัยว่าอาจเกิดความผิดพลาดของฮาร์ดแวร์ บริษัทผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ต้องทำการตรวจสอบสภาวะของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทั้งหมดอย่างละเอียด

มีการเขียนไปยังรีจิสทรีขณะที่ปิดระบบ

หากความเสถียรของกลุ่มรีจิสทรีอย่างน้อยหนึ่งกลุ่มเสียหายโดยไม่มีสาเหตุ ปัญหาอาจเกิดขึ้นขณะที่ปิดระบบและไม่พบจนกว่าคุณจะโหลดกลุ่มรีจิสทรีในการเริ่มต้นระบบครั้งถัดไป ในสถานการณ์เช่นนี้ กลุ่มรีจิสทรีจะถูกเขียนไปยังดิสก์เมื่อคุณปิดระบบคอมพิวเตอร์ และกระบวนการนี้อาจทำให้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ในคอมพิวเตอร์หยุดทำงานก่อนที่การเขียนข้อมูลจะเสร็จสมบูรณ์

การแก้ปัญหา

เมื่อต้องการแก้ปัญหานี้ ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้
  1. สำรองรีจิสทรี

    เครื่องมืออย่างหนึ่งที่คุณสามารถใช้สำรองกลุ่มรีจิสทรีได้ก็คือ Recovery Console สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการสำรองข้อมูล แก้ไขและเรียกคืนรีจิสทรี ให้คลิกหมายเลขบทความต่อไปนี้ เพื่อดูบทความใน Microsoft Knowledge Base:
    322756 ข้อมูลเชิงปฏิบัติ: สำรอง แก้ไขและคืนค่ารีจิสทรีใน Windows XP และ Windows Server 2003 (ลิงค์นี้อาจเชื่อมโยงไปยังเนื้อหาที่เป็นภาษาอังกฤษบางส่วน หรือทั้งหมด)
    322755 ิวิธีการสำรองข้อมูล แก้ไขและเรียกคืนรีจิสตรีใน Windows 2000
    323170 ข้อมูลเชิงปฏิบัติ: สำรอง แก้ไขและคืนค่ารีจิสทรีใน Windows NT 4.0 (ลิงค์นี้อาจเชื่อมโยงไปยังเนื้อหาที่เป็นภาษาอังกฤษบางส่วน หรือทั้งหมด)
  2. ตรวจสอบฮาร์ดแวร์ ดิสก์ ไดรเวอร์เฟิร์มแวร์และ BIOS โดยให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ ขั้นตอนเหล่านี้อาจต้องปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เสียก่อน
    1. ตรวจดูให้แน่ใจว่าไม่มีการโอเวอร์คล็อกซีพียู
    2. ตรวจดูให้แน่ใจว่าบันทึกเหตุการณ์ของระบบไม่มี event ID 9, event ID 11 หรือ event ID 15 (หรือเหตุการณ์เหล่านี้ผสมผสานกัน) เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้อาจบ่งบอกถึงปัญหาของฮาร์ดแวร์ที่ต้องให้ความสนใจ
    3. ใช้คำสั่งแบบบรรทัดคำสั่ง chkdsk โดยระบุสวิตช์ /r ในดิสก์ที่มีแฟ้มกลุ่มรีจิสทรี คำสั่งนี้ช่วยในการตรวจสอบว่าพื้นที่ของดิสก์ที่มีแฟ้มกลุ่มรีจิสทรีไม่เกี่ยวกับปัญหา
    4. ใช้เฟิร์มเวอร์รุ่นล่าสุดของคอนโทรลเลอร์ดิสก์ และใช้รุ่นไดรเวอร์ที่ตรงกัน ตรวจดูให้แน่ใจว่าไดรเวอร์เป็นไดรเวอร์ที่ได้รับการรับรองและคุณได้ติดตั้งเฟิร์มแวร์รุ่นที่ถูกต้องแล้ว
    5. ตรวจดูให้แน่ใจว่าคุณใช้โปรแกรมปรับปรุงของ basic input/output system (BIOS) รุ่นล่าสุดสำหรับคอมพิวเตอร์
  3. หลังจากทำขั้นที่ 2 เสร็จแล้ว คุณอาจไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงในลักษณะการทำงาน เมื่อต้องการไม่ให้ความเสียหายเกิดขึ้น พยายามปิดขั้นตอนที่ทำงานอยู่ทั้งหมดก่อนปิดระบบคอมพิวเตอร์ คุณอาจสามารถตีกรอบให้แคบลงไปยังขั้นตอนเดียวที่เกี่ยวข้อง แม้ว่าคุณจะระบุขั้นตอนได้ แต่ก็ไม่อาจป้องกันไม่ให้ยกเลิกการโหลดคอมโพเนนต์ได้ก่อนที่จะมีการเขียนกลุ่มรีจิสทรีได้ อย่างไรก็ตาม หากคุณแน่ใจว่าได้หยุดขั้นตอนก่อนปิดระบบ คุณอาจป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายกับกลุ่มรีจิสทรีได้
  4. หลังจากทำขั้นที่ 3 แล้ว หากคุณยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในลักษณะการทำงาน ให้เปรียบเทียบกลุ่มรีจิสทรี เลือกกลุ่มรีจิสทรีที่ไม่เสียหายและกลุ่มรีจิสทรีที่เสียหาย แล้วเปรียบเทียบทั้งสองกลุ่มโดยใช้เครื่องมือสำหรับเปรียบเทียบ เช่น Windiff.exe สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหัวข้อนี้ โปรดดูบทความต่อไปนี้ของ Microsoft Knowledge Base:
    171780 วิธีการใช้ WinDiff เพื่อเปรียบเทียบแฟ้มรีจิสทรี (ลิงค์นี้อาจเชื่อมโยงไปยังเนื้อหาที่เป็นภาษาอังกฤษบางส่วน หรือทั้งหมด)
  5. ีระบุว่าส่วนของกลุ่มรีจิสทรีใดที่เพิ่มขนาดขึ้น หากปรากฏว่าปัญหาในกลุ่มรีจิสทรีเพิ่มขึ้นมาก คุณอาจสามารถระบุได้ว่าส่วนใดที่เพิ่มขึ้นและตรวจสอบกลับไปยังขั้นตอนที่มีการเขียนไปยังกลุ่มรีจิสทรี

คุณสมบัติ

หมายเลขบทความ (Article ID): 822705 - รีวิวครั้งสุดท้าย: 6 ตุลาคม 2549 - Revision: 2.1
ใช้กับ
  • Microsoft Windows Server 2003 Enterprise Edition
  • Microsoft Windows Server 2003 Standard Edition
  • Microsoft Windows Server 2003 Web Edition
  • Microsoft Windows XP Professional Edition
  • Microsoft Windows 2000 Advanced Server
  • Microsoft Windows 2000 Professional Edition
  • Microsoft Windows 2000 Server
  • Microsoft Windows NT Server 4.0 Standard Edition
  • Microsoft Windows NT 4.0
Keywords: 
kbinfo kbtshoot KB822705

ให้ข้อเสนอแนะ

 

Contact us for more help

Contact us for more help
Connect with Answer Desk for expert help.
Get more support from smallbusiness.support.microsoft.com