คำอธิบายของเคล็ดลับที่ไม่เปิดเผยเกี่ยวกับ Excel

การแปลบทความ การแปลบทความ
หมายเลขบทความ (Article ID): 843504 - ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในบทความนี้
ขยายทั้งหมด | ยุบทั้งหมด

เนื้อหาบนหน้านี้

สรุป

บทความนี้อธิบายถึงคุณลักษณะและฟังก์ชันบางอย่างที่มีประโยชน์และมีประสิทธิภาพที่สุดใน Microsoft Excel ที่ผู้ใช้ยังไม่เคยค้นพบ ตัวอย่างเช่น คุณอาจสร้างแมโครใหม่เพื่อใช้คำนวณเมื่อสูตรหรือฟังก์ชันที่มีอยู่สามารถทำงานได้ หรือ คุณอาจสร้างแมโครใหม่เพื่อให้ทำงานเมื่อคุณสามารถใช้คุณลักษณะที่มีอยู่ซึ่งทำงานได้

บทนำ

บทความนี้แสดงเคล็ดลับบางอย่างเกี่ยวกับวิธีการใช้ Microsoft Excel

ข้อมูลเพิ่มเติม

รวมข้อความในคอลัมน์ต่างๆ

คุณสามารถเชื่อมโยงหรือรวมข้อความในคอลัมน์ต่างๆ เข้าด้วยกันโดยการใช้ตัวดำเนินการ & หรือฟังก์ชัน CONCATENATE ตัวอย่างเช่น หากคุณพิมพ์ข้อมูลต่อไปนี้ในเซลล์ A1:C2:

ยุบตารางนี้ขยายตารางนี้
A1: FirstB1: MiddleC1: Last
A2: TomB2: EdwardC2: Smith

เมื่อต้องการใส่ชื่อเต็ม ในเซลล์ D2 ให้พิมพ์สูตรใดสูตรหนึ่งต่อไปนี้:
$D$2: =CONCATENATE(A2," ",B2," ",C2)
$D$2: =A1&" "&B2&" "&C2
หมายเหตุ พื้นที่ว่าง (" ") ระหว่างเซลล์ใช้ในการเว้นวรรคระหว่างข้อความที่แสดง

กำหนดพื้นที่พิมพ์

เนื่องจากเป็น Microsoft Excel 97 สำหรับ Windows ปุ่มแถบเครื่องมือ กำหนดพื้นที่พิมพ์ จึงมีอยู่ในเมนู แฟ้ม เมื่อคุณคลิกปุ่มแถบเครื่องมือ กำหนดพื้นที่พิมพ์ คุณสามารถกำหนดพื้นที่พิมพ์ของสิ่งที่เลือกไว้ในขณะนี้ได้ หลังจากที่คุณเพิ่มปุ่มแถบเครื่องมือ กำหนดพื้นที่พิมพ์ ไปที่แถบเครื่องมือที่มีอยู่ คุณสามารถคลิก กำหนดพื้นที่พิมพ์ เพื่อให้สามารถกำหนดพื้นที่พิมพ์ให้เป็นช่วงที่เลือกไว้ในปัจจุบันได้อย่างง่ายดาย

เมื่อต้องการเพิ่มปุ่มแถบเครื่องมือ กำหนดพื้นที่พิมพ์ ใน Excel ให้ทำตามขั้นตอนเหล่านี้:
  1. ในเมนู มุมมอง ให้เลือก แถบเครื่องมือ แล้วคลิก กำหนดเอง
  2. คลิกที่แท็บ คำสั่ง
  3. ภายใต้ ประเภท ให้คลิก แฟ้ม แล้วเลื่อนลงมาตามรายการของคำสั่งจนกระทั่งคุณพบปุ่มแถบเครื่องมือ กำหนดพื้นที่พิมพ์
  4. คลิก กำหนดพื้นที่พิมพ์ แล้วลากคำสั่งไปยังแถบเครื่องมือที่มีอยู่

แยกรายการที่ซ้ำกัน

หากคุณสร้างรายการซึ่งมีรายการที่ซ้ำกัน และคุณต้องการจะให้เป็นรายการที่ไม่ซ้ำกัน ให้ใช้คำสั่ง ตัวกรองขั้นสูง ใน Excel

โดยทำตามขั้นตอนต่อไปนี้:
  1. พิมพ์ข้อมูลต่อไปนี้ในเซลล์ A1:A10 ในสมุดงานใหม่:

    ยุบตารางนี้ขยายตารางนี้
    A1: Fruits
    A2: Apple
    A3: Cherry
    A4: Pear
    A5: Cherry
    A6: Plum
    A7: Apple
    A8: Apple
    A9: Pear
    A10: Apple
  2. ในเมนู ข้อมูล ให้เลือก ตัวกรอง แล้วคลิก ตัวกรองขั้นสูง
  3. ภายใต้ การกระทำ คลิก คัดลอกไปที่
  4. ในกล่อง ช่วงรายการ ให้พิมพ์ $A$1:$A$10
  5. คลิก เฉพาะระเบียนที่ไม่ซ้ำกันเท่านั้น พิมพ์ $B$1 ในกล่อง คัดลอกไปที่ แล้วคลิก ตกลง

    รายการที่ไม่ซ้ำกันต่อไปนี้จะปรากฏในคอลัมน์ B:

    ยุบตารางนี้ขยายตารางนี้
    B1: Fruits
    B2: Apple
    B3: Cherry
    B4: Pear
    B5: Plum
โปรดทราบว่าสามารถใช้วิธีการนี้สำหรับคอลัมน์หลายคอลัมน์อีกด้วย คุณสามารถซ่อนแถวได้เมื่อใช้คำสั่ง ตัวกรองขั้นสูง

คูณค่าข้อความด้วย 1 เพื่อเปลี่ยนข้อความให้เป็นตัวเลข

บางครั้งเมื่อคุณนำเข้าแฟ้มจากแหล่งอื่น ค่าตัวเลขอาจจะปรากฏขึ้นเป็นตัวเลขแต่ทำงานเหมือนค่าข้อความ เมื่อต้องการแก้ไขปัญหานี้ ให้แปลงค่าเหล่านี้ให้เป็นตัวเลข วิธีหนึ่งในการดำเนินการคือการคูณค่าข้อความเหล่านี้ด้วย 1

เมื่อต้องการแปลงค่าข้อความ ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้:
  1. คลิกเซลล์ว่างในแผ่นงาน ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่ได้จัดรูปแบบเซลล์ให้เป็นข้อความ แล้วพิมพ์ 1 ในเซลล์
  2. เมื่อเลือกเซลล์ว่างแล้ว ให้คลิก คัดลอก ในเมนู แก้ไข
  3. เลือกช่วงซึ่งมีค่าที่คุณต้องการจะแปลงให้เป็นตัวเลข
  4. ในเมนู แก้ไข ให้คลิก การวางแบบพิเศษ
  5. ภายใต้ การดำเนินการ ให้คลิก คูณ แล้วคลิก ตกลง
วิธีการนี้จะแปลงข้อความให้เป็นตัวเลข คุณสามารถทราบได้ว่าแปลงค่าข้อความสำเร็จหรือไม่ด้วยการดูที่การจัดตำแหน่งของตัวเลข หากคุณใช้รูปแบบทั่วไป และค่าถูกจัดตำแหน่งไปทางขวา ค่าจะเป็นตัวเลข และค่าข้อความจะถูกจัดตำแหน่งไปทางซ้าย

ใช้ 'ตัวช่วยสร้างการนำเข้าข้อความ' ในการเปลี่ยนข้อความให้เป็นตัวเลข

โดยปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้:
  1. เลือกช่วงซึ่งมีค่าที่คุณต้องการจะแปลงให้เป็นตัวเลข
  2. ในเมนู ข้อมูล ให้คลิก ข้อความไปยังคอลัมน์
  3. คลิก ถัดไป สองครั้งเพื่อไปที่ขั้นตอนที่ 3 ของตัวช่วยสร้าง
  4. ใน GroupBox รูปแบบข้อมูลคอลัมน์ ให้คลิก ทั่วไป แล้วคลิก เสร็จสิ้น
วิธีการนี้จะแปลงข้อความให้เป็นตัวเลข คุณสามารถทราบได้ว่าแปลงค่าข้อความสำเร็จหรือไม่ด้วยการดูที่การจัดตำแหน่งของตัวเลข หากคุณใช้รูปแบบทั่วไป และค่าถูกจัดตำแหน่งไปทางขวา ค่าจะเป็นตัวเลข และค่าข้อความจะถูกจัดตำแหน่งไปทางซ้าย

เรียงลำดับเลขทศนิยมในเค้าร่าง

สมมติว่าคุณสร้างเลขต่อไปนี้ในเซลล์ A1:A6:

ยุบตารางนี้ขยายตารางนี้
A1: 1.1.0
A2: 1.10.0
A3: 1.2.0
A4: 1.20.0
A5: 1.21.1
A6: 1.3.0

หลังจากที่คุณเรียงลำดับเลขแล้ว เลขเหล่านั้นจะปรากฏอยู่ในลำดับเดียวกัน ตัวเลขจะปรากฏขึ้นตามลำดับที่คุณพิมพ์ อย่างไรก็ดี หากคุณต้องการจะเรียงตัวเลขระหว่างทศนิยมแต่ละตำแหน่ง ให้ใช้ 'ตัวช่วยสร้างการนำเข้าข้อความ' โดยทำตามขั้นตอนต่อไปนี้:
  1. เลือกเซลล์ A1:A6
  2. ในเมนู ข้อมูล ให้คลิก ข้อความไปยังคอลัมน์
  3. ในขั้นตอนที่ 1 ใน 'ตัวช่วยสร้างการนำเข้าข้อความ' คลิก ตัวคั่น แล้วคลิก ถัดไป
  4. ใน GroupBox ตัวคั่น ให้คลิกเพื่อล้างกล่องกาเครื่องหมายทั้งหมดยกเว้นกล่อง อื่นๆ ในกล่องกาเครื่องหมาย อื่นๆ ให้พิมพ์เครื่องหมายจุด แล้วคลิก ถัดไป
  5. ในขั้นตอนที่ 2 พิมพ์ $B$1 ในกล่อง ปลายทาง เพื่อให้เค้าร่างเดิมไม่ถูกบันทึกทับ แล้วคลิก เสร็จสิ้น

    ตัวเลขจะปรากฏในคอลัมน์ B, C และ D
  6. เลือกเซลล์ A1:D6.
  7. ในเมนู ข้อมูล ให้คลิก เรียงลำดับ
  8. ในรายการ เรียงลำดับตาม คลิกคอลัมน์ B
  9. ในกล่อง แล้วตามด้วย คลิกคอลัมน์ C
  10. ในรายการ แล้วตามด้วย ให้คลิกคอลัมน์ D แล้วคลิก ตกลง
รายการที่เรียงลำดับไว้จะปรากฏในคอลัมน์ A

ใช้ฟอร์มข้อมูลเพื่อเพิ่มระเบียนไว้ในรายการ

หากคุณเพิ่มระเบียนไว้ในรายการ ให้ใช้ฟอร์มข้อมูลที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยคลิกเซลล์ในรายการ แล้วคลิก ฟอร์ม ในเมนู ข้อมูล
ยุบรูปภาพนี้ขยายรูปภาพนี้
Public/EN-US/Office/Excel/843504A.gif

ป้อนวันที่หรือเวลาปัจจุบัน

หากคุณต้องการจะป้อนวันที่ปัจจุบันในเซลล์อย่างรวดเร็ว ให้กด CTRL+ แล้วกด ENTER และเมื่อต้องการป้อนเวลาปัจจุบันไว้ในเซลล์อย่างรวดเร็ว ให้กด CTRL+: แล้วกด ENTER

ดูอาร์กิวเมนต์ในสูตร

ในขณะที่คุณป้อนสูตรในเซลล์ ให้กด CTRL+SHIFT+A เพื่อดูอาร์กิวเมนต์ในสูตร หากคุณพิมพ์ =RATE แล้วกด CTRL+SHIFT+A คุณจะเห็นอาร์กิวเมนต์ทั้งหมดสำหรับฟังก์ชันนั้น ตัวอย่างเช่น =RATE(nper,pmt,pv,fv,type,guess) หากคุณต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม ให้พิมพ์ =RATE แล้วกด CTRL+A เพื่อแสดง 'ตัวช่วยสร้างฟังก์ชัน'

ป้อนข้อความหรือสูตรเดียวกันในช่วงของเซลล์

หากคุณต้องการป้อนข้อความเดียวกันหรือสูตรเดียวกันไว้ในช่วงของเซลล์ ให้ทำตามขั้นตอนเหล่านี้:
  1. เลือกช่วงของเซลล์ที่คุณต้องการจะใส่ข้อมูล
  2. พิมพ์ข้อความหรือสูตรโดยไม่ต้องกด ENTER แต่ให้กด CTRL+ENTER แทน
ข้อมูลจะปรากฏในช่วงของเซลล์ที่คุณเลือกไว้

เชื่อมโยงกล่องข้อความกับข้อมูลในเซลล์

โดยทำตามขั้นตอนเหล่านี้:
  1. ในแถบเครื่องมือ รูปวาด ให้คลิก กล่องข้อความ คลิกแผ่นงาน แล้วลากตัวชี้ไปเพื่อสร้างกล่องข้อความ
  2. เมื่อต้องการแก้ไขข้อมูลในแถบสูตร ให้คลิกในแถบสูตรหรือกด F2
  3. พิมพ์สูตรการเชื่อมโยง ตัวอย่างเช่น พิมพ์ =A1 แล้วกด ENTER
ข้อความที่คุณใส่ไว้ในเซลล์ที่มีการเชื่อมโยงจะปรากฏในกล่องข้อความ ตัวอย่างเช่น A1 คุณสามารถย้ายกล่องข้อความไปที่แผ่นงานใดๆ ในสมุดงานที่คุณต้องการได้

เชื่อมโยงรูปภาพกับช่วงเซลล์

คุณสามารถคัดลอกช่วงของเซลล์และวางภาพผลลัพธ์ไว้บนแผ่นงานได้ เมื่อคุณดำเนินการดังกล่าว คุณจะเห็นเนื้อหาในเซลล์ได้โดยง่ายตามที่ต่างๆ ในแผ่นงาน คุณสามารถใช้วิธีการนี้ในการพิมพ์เซลล์หลายเซลล์ที่ไม่อยู่ติดกันบนเอกสารหน้าเดียวได้ รูปภาพจะถูกเชื่อมโยงและปรับปรุงด้วยการเปลี่ยนแปลงของเนื้อหาและการเปลี่ยนแปลงของการจัดรูปแบบ เมื่อต้องการสร้างรูปภาพที่มีการเชื่อมโยง ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้:
  1. เลือกช่วงของเซลล์
  2. ที่เมนู แก้ไข คลิก คัดลอก
  3. เลือกเซลล์ที่คุณต้องการจะให้รูปภาพปรากฏขึ้น
  4. ในเมนู แก้ไข ให้คลิก วางการเชื่อมโยงของรูปภาพ ในขณะที่กดแป้น SHIFT ค้างไว้
ผลที่ได้คือ snapshot ที่ได้รับการปรับปรุงเนื่องจากเซลล์ต้นฉบับเปลี่ยนแปลงหรือได้รับการจัดรูปแบบ

แก้ปัญหาสูตรที่ยาวเกินไป

หากคุณสร้างสูตรในแผ่นงานที่มีความยาวจนไม่สามารถส่งกลับผลลัพธ์ที่คาดไว้ได้ ลากตัวชี้ไปเพื่อเลือกส่วนของสูตรในแถบสูตร แล้วกด F9 เมื่อดำเนินการดังนี้ จะมีเพียงส่วนที่เลือกไว้ของสูตรเท่านั้นที่ได้รับการประเมิน

สิ่งสำคัญ หากคุณกด ENTER ส่วนของสูตรที่คุณเลือกไว้จะหายไป ดังนั้น ให้กด ESC แทน อย่างไรก็ดี หากคุณกด ENTER โดยไม่ได้ตั้งใจ ให้กด CTRL+Z เพื่อเลิกทำการเปลี่ยนแปลง

ดูแผนภาพกราฟิกของชื่อที่กำหนด

หมายเหตุ ส่วนนี้นำไปใช้กับ Excel 97 สำหรับ Windows เท่านั้น

เมื่อคุณตั้งค่ากล่อง ย่อ/ขยาย สำหรับแผ่นงานให้มีขนาด 39 เปอร์เซ็นต์หรือต่ำกว่า ชื่อที่กำหนดซึ่งมาจากช่วงของเซลล์ที่อยู่ติดกันอย่างน้อยสองเซลล์จะปรากฏขึ้นในสี่เหลี่ยมผืนผ้าบนหน้าจอ เมื่อคุณคลิก ย่อ/ขยาย บนแถบเครื่องมือ มาตรฐาน และพิมพ์ค่าอย่างน้อย 40 เปอร์เซ็นต์ สี่เหลี่ยมผืนผ้าที่แสดงช่วงที่มีชื่อจะหายไปโดยอัตโนมัติ โปรดทราบว่าคุณลักษณะนี้ไม่มีใน Microsoft Excel รุ่นก่อนหน้า

เติมเซลล์ว่างในคอลัมน์ด้วยเนื้อหาจากเซลล์ที่แล้ว

สมมติว่าคุณพิมพ์ชื่อต่อไปนี้ในคอลัมน์ A:
ยุบรูปภาพนี้ขยายรูปภาพนี้
Public/EN-US/Office/Excel/843504B.gif
เพื่อให้สามารถเรียงลำดับชื่อได้อย่างถูกต้อง ให้ใส่ชื่อในเซลล์ว่าง โดยทำตามขั้นตอนต่อไปนี้:
  1. เลือกเซลล์ A1:A10
  2. ในเมนู แก้ไข ให้คลิก ไปยัง
  3. คลิก พิเศษ คลิก ว่าง แล้วคลิก ตกลง
  4. พิมพ์ =a1 แล้วกด CTRL+ENTER

    ขั้นตอนนี้จะเป็นการป้อนชื่อในเซลล์ว่างที่คุณเลือกไว้
  5. เลือกเซลล์ A1:A10
  6. ที่เมนู แก้ไข คลิก คัดลอก
  7. ในเมนู แก้ไข ให้คลิก การวางแบบพิเศษ
  8. ภายใต้กลุ่ม วาง ให้คลิก ค่า แล้วคลิก ตกลง
ชื่อจะถูกป้อนลงในเซลล์ตามที่คุณต้องการ

สลับการอ้างอิงแบบสัมพัทธ์ให้เป็นการอ้างอิงแบบสัมบูรณ์

คุณสามารถกด F4 เพื่อสลับที่อยู่ของเซลล์แบบสัมพัทธ์และแบบสัมบูรณ์สำหรับสูตร เมื่อคุณพิมพ์สูตรในแถบสูตร ให้ใช้การอ้างอิงเซลล์ในฟอร์มที่อยู่แบบสัมพัทธ์ ตัวอย่างเช่น ใช้ A1 หลังจากที่คุณพิมพ์การอ้างอิงเซลล์แล้ว ให้กด F4 และการอ้างอิงเซลล์จะเปลี่ยนเป็นการอ้างอิงเซลล์แบบสัมบูรณ์โดยอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น $A$1 คุณสามารถกด F4 ได้ต่อไปเพื่อให้แสดงฟอร์มการอ้างอิงที่ผสมกันระหว่างแบบสัมบูรณ์และแบบสัมพัทธ์

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอ้างอิงเซลล์ ให้คลิกแท็บ ค้นหา ในวิธีใช้ Microsoft Excel พิมพ์ สัมบูรณ์และสัมพัทธ์ แล้วคลิกสองครั้งที่หัวข้อ ความแตกต่างระหว่างการอ้างอิงแบบสัมพัทธ์กับแบบสัมบูรณ์

ใช้ฟังก์ชัน OFFSET ในการปรับเปลี่ยนข้อมูลในเซลล์ที่แทรกเข้ามา

สมมติว่าคุณใช้ข้อมูลต่อไปนี้ในเซลล์ A1:A7 และคุณต้องการจะลบแถวสุดท้ายออกจากแถวแรกในช่วงเดียวกัน:

ยุบตารางนี้ขยายตารางนี้
A1: 1
A2: 2
A3: 3
A4: 4
A5: 5
A6:
A7: =A5-A1

สมมติว่าคุณต้องการจะใช้สูตรที่มักจะเป็นสองแถวใต้เซลล์สุดท้ายที่มีเซลล์ว่างอยู่ระหว่างสูตรกับเซลล์สุดท้ายที่มีข้อมูล สมมติว่าถ้าคุณแทรกแถวใหม่ที่เซลล์ว่าง (แถวที่ 6 ในตัวอย่างต่อไปนี้) คุณต้องการให้สูตรลบข้อมูลที่อยู่ในเซลล์ A1 จากข้อมูลที่อยู่ในเซลล์ A6 ไม่ใช่ข้อมูลที่อยู่ในเซลล์ A5

โปรดทราบว่าในตัวอย่างนี้ สูตร =A5-A1 จะไม่ลบข้อมูลที่อยู่ในแถว A6 เมื่อคุณแทรกแถวที่มีข้อมูลใน A6

ให้ใช้ฟังก์ชัน OFFSET ฟังก์ชัน OFFSET จะส่งกลับการอ้างอิงไปยังช่วงที่เป็นจำนวนที่ระบุของแถวและคอลัมน์จากเซลล์หรือช่วงของเซลล์ ในตัวอย่างนี้ ให้ใช้สูตรต่อไปนี้:
=OFFSET(A6,-1,0)-A1
สูตร OFFSET ไม่ได้กำหนดไว้แน่นอนสำหรับแถวที่อยู่เหนือ A6 และจะเปลี่ยนแปลงเมื่อคุณแทรกแถวใหม่

ใช้คำสั่ง 'ตัวกรองขั้นสูง'

หากคุณสร้างรายการของข้อมูลใน Excel และคุณต้องการเลือกเพียงบางรายการและคัดลอกไปยังแผ่นงานอื่น ให้ใช้คำสั่ง ตัวกรองขั้นสูง ใน Excel เมื่อต้องการใช้คำสั่งนี้ ให้เลือก ตัวกรอง ในเมนู ข้อมูล คลิก ตัวกรองขั้นสูง แล้วทำตามคำแนะนำที่ปรากฏบนหน้าจอ หากคุณไม่แน่ใจเกี่ยวกับข้อมูลที่ Excel พร้อมท์คุณ โปรดดูที่วิธีใช้ Microsoft Excel

ใช้การบวกตามเงื่อนไขเพื่อรวมข้อมูลทั้งหมด

สมมติว่าคุณสร้างรายการข้อมูลในเซลล์ A1:A10 และคุณต้องการรวมค่าทั้งหมดที่มากกว่า 50 และน้อยกว่า 200 คุณสามารถทำได้โดยใช้สูตรอาร์เรย์ต่อไปนี้:
=SUM(IF(A1:A10>=50,IF(A1:A10<=200,A1:A10,0),0))
หมายเหตุ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณป้อนสูตรเป็นอาร์เรย์ด้วยการกด CTRL+SHIFT+ENTER หลังจากดำเนินการดังกล่าว คุณจะพบวงเล็บปีกกา {} คร่อมสูตรอยู่ อย่าใส่วงเล็บปีกกาด้วยตนเอง

สูตรจะใช้ฟังก์ชัน IF ที่ซ้อนกันสำหรับเซลล์แต่ละเซลล์ที่อยู่ภายในช่วง และจะเพิ่มข้อมูลของเซลล์ต่อเมื่อตรงตามเกณฑ์การทดสอบทั้งสอง

ใช้การบวกตามเงื่อนไขเพื่อนับข้อมูล

สมมติว่าคุณสร้างรายการของข้อมูลในเซลล์ A1:A10 และคุณต้องการนับค่าทั้งหมดที่มากกว่า 50 และน้อยกว่า 200 คุณสามารถทำได้โดยใช้สูตรอาร์เรย์ต่อไปนี้:
=SUM(IF(A1:A10>=50,IF(A1:A10<=200,1,0),0))
หมายเหตุ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณป้อนสูตรเป็นอาร์เรย์ด้วยการกด CTRL+SHIFT+ENTER หลังจากดำเนินการดังกล่าว คุณจะพบวงเล็บปีกกา {} คร่อมสูตรอยู่ อย่าใส่วงเล็บปีกกาด้วยตนเอง

สูตรจะใช้ฟังก์ชัน IF ที่ซ้อนกันสำหรับเซลล์แต่ละเซลล์ที่อยู่ภายในช่วง และบวกหนึ่งไว้ในยอดรวมต่อเมื่อตรงตามเกณฑ์การทดสอบทั้งสอง

ใช้ฟังก์ชัน INDEX และฟังก์ชัน MATCH เพื่อค้นหาข้อมูล

สมมติว่าคุณสร้างตารางข้อมูลต่อไปนี้ในเซลล์ A1:C5 และตารางนี้มีข้อมูลเกี่ยวกับอายุในเซลล์ C1:C5:
ยุบรูปภาพนี้ขยายรูปภาพนี้
Public/EN-US/Office/Excel/843504C.gif
สมมติว่าคุณต้องการค้นหาอายุของบุคคลโดยใช้ชื่อของบุคคลนั้น เมื่อต้องการดำเนินการดังนี้ ให้ใช้ฟังก์ชัน INDEX และฟังก์ชัน MATCH ร่วมกันดังที่ปรากฏอยู่ในสูตรตัวอย่างต่อไปนี้:
=INDEX($A$1:$C$5, MATCH("Mary",$A$1:$A$5,),3)
สูตรตัวอย่างนี้ใช้เซลล์ A1:C5 เป็นตารางและค้นหาอายุของ Mary ในคอลัมน์ที่สาม สูตรจะส่งกลับผลลัพธ์เท่ากับ 22

ลากจุดจับเติมเพื่อสร้างชุดหมายเลข

ด้วยการลากจุดจับเติมของเซลล์ คุณสามารถคัดลอกเนื้อหาของเซลล์นั้นไปยังเซลล์อื่นในแถวหรือคอลัมน์เดียวกันได้ หากในเซลล์นั้นมีจำนวน วันที่ หรือช่วงเวลาที่ Excel สามารถคาดการณ์ได้เป็นชุดข้อมูล จะมีการเพิ่มค่าแทนการคัดลอกค่า ตัวอย่างเช่น หากในเซลล์มีเดือน "มกราคม" คุณสามารถเติมข้อมูลเช่น "กุมภาพันธ์" "มีนาคม" ลงในเซลล์อื่นๆ ในแถวหรือคอลัมน์ และคุณยังสามารถสร้างชุดข้อมูลเติมที่กำหนดเองสำหรับรายการข้อความที่มีการใช้บ่อย เช่น พื้นที่การขายของบริษัทของคุณ

เติมข้อมูลโดยอัตโนมัติ

คุณสามารถคลิกสองครั้งที่จุดจับเติมของเซลล์ที่เลือกไว้เพื่อใส่เนื้อหาของเซลล์ในคอลัมน์ที่มีจำนวนแถวเท่ากับคอลัมน์ที่อยู่ติดกัน ตัวอย่างเช่น หากคุณพิมพ์ข้อมูลในเซลล์ A1:A20 ให้พิมพ์สูตรหรือข้อความในเซลล์ B1 กด ENTER แล้วคลิกสองครั้งที่จุดจับเติม Excel จะใส่ข้อมูลตามคอลัมน์ตั้งแต่ B1 ถึงเซลล์ B20

ใช้ฟังก์ชัน VLOOKUP กับข้อมูลที่ไม่ได้เรียงลำดับ

ใน Excel 97 สำหรับ Windows และรุ่นที่ใหม่กว่า ฟังก์ชัน VLOOKUP จะทำงานเมื่อคุณใช้กับข้อมูลที่ไม่ได้เรียงลำดับ อย่างไรก็ดี คุณต้องเพิ่มอาร์กิวเมนต์เพิ่มเติมในสูตร โดยระบบจะถือว่าอาร์กิวเมนต์ Range_Lookup เป็น TRUE หากคุณไม่ได้กำหนดค่า โปรดทราบว่าอาร์กิวเมนต์ Range_Lookup เป็นอาร์กิวเมนต์ที่สี่ ลักษณะการทำงานนี้ทำให้ฟังก์ชันนี้เข้ากับ Excel รุ่นก่อนได้

เมื่อต้องการทำให้ฟังก์ชัน VLOOKUP ทำงานอย่างถูกต้องกับข้อมูลที่ไม่ได้จัดเรียง ให้เปลี่ยนอาร์กิวเมนต์ Range_Lookup เป็น FALSE ต่อไปนี้เป็นฟังก์ชันตัวอย่างที่ค้นหาอายุของ Stan ในตารางข้อมูลที่คุณสร้างขึ้นก่อนหน้านี้ในส่วน "ใช้ฟังก์ชัน INDEX และฟังก์ชัน MATCH เพื่อค้นหาข้อมูล" :
=VLOOKUP("Stan",$A$2:$C$5,3,FALSE)

ส่งกลับทุกๆ ค่าที่สามในคอลัมน์

สมมติว่าคุณสร้างตารางข้อมูลต่อไปนี้ในเซลล์ A1:A12 และคุณต้องการจะได้ทุกๆ ค่าที่สามในคอลัมน์และวางค่านั้นไว้ในคอลัมน์ที่อยู่ติดกัน:
ยุบรูปภาพนี้ขยายรูปภาพนี้
Public/EN-US/Office/Excel/843504D.gif
เมื่อต้องการดำเนินการดังกล่าว ให้ใช้ฟังก์ชัน ROW ร่วมกับฟังก์ชัน OFFSET ตัวอย่างเช่น ให้ใช้สูตรตัวอย่างต่อไปนี้:
=OFFSET($A$1,ROW()*3-1,0)
สูตรนี้จะขึ้นอยู่กับแถวของเซลล์ที่ป้อน ในสูตร ฟังก์ชัน ROW จะส่งกลับจำนวนแถวของเซลล์ที่ใส่สูตร จำนวนนี้จะถูกคูณด้วย 3 ฟังก์ชัน OFFSET จะเลื่อนเซลล์ที่ใช้งานอยู่ลงไปจากเซลล์ A1 เป็นจำนวนแถวที่ระบุและส่งกลับทุกๆ ค่าที่สามในคอลัมน์

ปัดเศษทศนิยม

สมมติว่าคุณป้อนสูตรต่อไปนี้ในเซลล์ A1:A3 ในแผ่นงาน

ยุบตารางนี้ขยายตารางนี้
A1: =1.23/2
A2: =1.21/2
A3: =SUM(A1:A2)

สมมติว่าคุณทำงานที่เกี่ยวข้องกับเงินและผลลัพธ์จากการคำนวณได้รับการจัดรูปแบบให้เป็นสกุลเงิน ค่าต่อไปนี้จะเป็นค่าที่ส่งกลับจากการคำนวณ:

ยุบตารางนี้ขยายตารางนี้
A1: $0.62
A2: $0.61
A3: $1.22

คุณจะเห็นว่าผลรวมในเซลล์ A3 นั้นไม่ถูกต้อง ปัญหาคือ แม้ว่ารูปแบบตัวเลข (เงิน) จะปัดเศษค่าที่แสดงให้เห็น แต่ค่าที่แท้จริงจะไม่ได้รับการปัดเศษทศนิยม เราสามารถแก้ไขลักษณะการทำงานนี้ได้ด้วยการใช้ฟังก์ชัน ROUND ตัวอย่างเช่น ให้เปลี่ยนสูตรดังนี้:

ยุบตารางนี้ขยายตารางนี้
A1: =ROUND(1.23/2,2)
A2: =ROUND(1.21/2,2)
A3: =ROUND(SUM(A1:A2),2)

อาร์กิวเมนต์ที่สองของฟังก์ชัน ROUND จะแจ้งให้ Excel ทราบว่าตัวเลขใดที่จะต้องปัดเศษ ในกรณีนี้ 2 จะเป็นตัวบอก Excel ให้ปัดเศษเป็นหลักร้อย

ติดตั้งและใช้วิธีใช้ของ Microsoft Excel

วิธีใช้ Microsoft Excel จะช่วยให้คุณสามารถค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับหัวข้อการใช้งานเฉพาะ เรียกดูรายการของหัวข้อ หรือค้นหาคำและวลีเฉพาะที่ใช้แทนหัวข้อ คุณสามารถใช้วิธีใช้แบบตามบริบท (กด F1) เพื่อดูข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับงาน

คุณต้องติดตั้งแฟ้ม 'วิธีใช้' เพื่อให้สามารถเข้าใช้งานได้ หากไม่ได้ติดตั้ง 'วิธีใช้' ให้เรียกใช้โปรแกรม 'ติดตั้ง' อีกครั้ง แล้วคลิก เพิ่ม/เอาออก เพื่อติดตั้งแฟ้ม

อย่าเปิดและบันทึกจากฟลอปปีดิสก์โดยตรง

เมื่อคุณเปิดสมุดงาน Excel จะสร้างแฟ้มชั่วคราวในโฟลเดอร์ที่คุณบันทึกแฟ้มและในโฟลเดอร์ที่คุณเปิดสมุดงาน แฟ้มชั่วคราวเหล่านี้จะถูกลบทิ้งเมื่อคุณปิดแฟ้ม นอกจากนี้ Excel จะสร้างสำเนาของแฟ้มไว้บนสื่อเมื่อคุณบันทึกแฟ้ม ลักษณะการทำงานนี้อาจเป็นปัญหาเมื่อคุณเปิดสมุดงานจากฟลอปปีดิสก์หรือหากฟลอปปีดิสก์มีเนื้อที่ว่างไม่เพียงพอที่จะรองรับแฟ้ม

ด้วยเหตุผลนี้ จึงเป็นการดีที่จะคัดลอกแฟ้มไปยังฮาร์ดิสก์ก่อนที่คุณจะทำงานกับแฟ้ม หลังจากที่คุณทำการปรับเปลี่ยนใดๆ แล้ว ให้บันทึกแฟ้มลงในฮาร์ดดิสก์ แล้วคัดลอกกลับมายังฟลอปปีดิสก์

ใช้เพียงแป้นพิมพ์เดียวในการสร้างแผนภูมิหรือแผ่นงานใหม่

เพื่อให้สามารถสร้างแผนภูมิได้โดยทันที ให้เลือกข้อมูลแผนภูมิ แล้วกด F11 เมื่อต้องการสร้างแผ่นงานใหม่ ให้กด SHIFT+F11

กำหนดพื้นที่พิมพ์ต่างๆ บนแผ่นงานเดียวกัน

คุณสามารถกำหนดพื้นที่พิมพ์ต่างๆ บนแผ่นงานเดียวกันได้โดยไม่ต้องใช้แมโคร โดยการใช้คำสั่ง 'มุมมองแบบกำหนดเอง' และคำสั่ง 'พิมพ์รายงาน' และจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณต้องกำหนดมุมมองของแผ่นงาน และกำหนดรายงานที่มีมุมมองตัวเลือกของคุณ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่วิธีใช้ของ Microsoft Excel

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ให้คลิกหมายเลขบทความต่อไปนี้ เพื่อดูบทความในฐานความรู้ของ Microsoft:
142529 XL: วิธีการสร้างมุมมองต่างๆ และสร้างและพิมพ์รายงาน (ลิงค์นี้อาจเชื่อมโยงไปยังเนื้อหาที่เป็นภาษาอังกฤษบางส่วน หรือทั้งหมด)

คุณสมบัติ

หมายเลขบทความ (Article ID): 843504 - รีวิวครั้งสุดท้าย: 6 กุมภาพันธ์ 2551 - Revision: 1.2
ใช้กับ
  • Microsoft Excel 2000 Standard Edition
  • Microsoft Excel 2002 Standard Edition
  • Microsoft Excel 97 Standard Edition
  • Microsoft Office Excel 2003
Keywords: 
kbhowto kbinfo kbfunctions KB843504

ให้ข้อเสนอแนะ

 

Contact us for more help

Contact us for more help
Connect with Answer Desk for expert help.
Get more support from smallbusiness.support.microsoft.com