หมายเลขบทความ (Article ID): 918429 - ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในบทความนี้
ขยายทั้งหมด | ยุบทั้งหมด

เนื้อหาบนหน้านี้

สรุป

บทความนี้อธิบายวิธีการระบุเอกสารที่เสียหายใน Microsoft Office Word 2007 และ Microsoft Office Word 2010 นอกจากนี้ บทความนี้ยังมีขั้นตอนต่างๆ ที่อธิบายถึงวิธีการกู้คืนข้อความและข้อมูลที่อยู่ในเอกสาร หลังจากที่คุณได้ระบุว่าเอกสารนั้นเสียหาย

บทความนี้สำหรับผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ระดับเริ่มต้นจนถึงระดับกลาง
ควรสั่งพิมพ์บทความนี้เพื่อความสะดวกในการทำตามขั้นตอนต่างๆ

วิธีการระบุเอกสารที่เสียหาย

วิธีที่ 1:ตรวจสอบลักษณะการทำงานที่ผิดปกติ

เอกสารที่เสียหายส่วนใหญ่จะแสดงลักษณะการทำงานที่ผิดปกติลักษณะการทำงานดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับความเสียหายที่เกิดกับเอกสารหรือกับแม่แบบที่เอกสารนั้นๆ ใช้ลักษณะการทำงานนี้อาจรวมถึง:
  • การกำหนดหมายเลขหน้าที่มีอยู่แล้วในเอกสารซ้ำหลายครั้ง
  • การทำซ้ำการแบ่งหน้าในเอกสารซ้ำหลายครั้ง
  • เค้าโครงและการจัดรูปแบบเอกสารไม่ถูกต้อง
  • ปรากฏอักขระที่ไม่สามารถอ่านได้บนหน้าจอ
  • ปรากฏข้อความแสดงข้อผิดพลาดระหว่างการประมวลผล
  • คอมพิวเตอร์หยุดการตอบสนองเมื่อคุณเปิดแฟ้ม
  • ลักษณะการทำงานที่ไม่คาดหมายที่ไม่สามารถเกิดจากการทำงานปกติของโปรแกรม
หากเอกสารแสดงอาการใดๆ เหล่านี้ หรือหากคุณไม่สามารถเปิดเอกสารได้ ให้ไปที่วิธีที่ 2

วิธีที่ 2:ตรวจสอบเอกสารและโปรแกรมอื่นๆ

บางครั้ง ลักษณะการทำงานนี้อาจเกิดจากปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่ความเสียหายของเอกสารเมื่อต้องการขจัดปัจจัยอื่นๆ เหล่านี้ ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้:
  1. หาลักษณะการทำงานที่คล้ายกันในเอกสารอื่นๆ
  2. หาลักษณะการทำงานที่คล้ายกันในโปรแกรม Microsoft Office 2007 หรือโปรแกรม Microsoft Office 2010 อื่นๆ
หากขั้นตอนใดๆ เหล่านี้ระบุว่าปัญหาไม่ได้อยู่ในเอกสารนี้ คุณจะต้องแก้ปัญหา Word 2007 หรือ Word 2010 ชุดโปรแกรม Office 2007 ชุดโปรแกรม Office 2010 หรือระบบปฏิบัติการที่ทำงานบนคอมพิวเตอร์

ขั้นตอนการแก้ไขปัญหาที่คุณต้องใช้หากสามารถเปิดเอกสารที่เสียหายได้

วิธีที่ 1:เปลี่ยนแปลงแม่แบบที่เอกสารนั้นๆ ใช้

ขั้นที่ 1:ระบุแม่แบบที่เอกสารนั้นๆ ใช้

  1. เปิดเอกสารที่มีปัญหาใน Word
  2. ใน Word 2007 คลิก ปุ่ม Microsoft Office แล้วคลิก ตัวเลือก

    ใน Word 2010 คลิก แฟ้ม บน Ribbon แล้วคลิก ตัวเลือก
  3. คลิก Add-Ins
  4. ในกล่อง จัดการ box ให้คลิก แม่แบบ ภายใต้ ดูและจัดการ Office add-ins
  5. คลิก ไป
กล่อง แม่แบบของเอกสาร จะแสดงรายการแม่แบบที่เอกสารนั้นใช้หากรายการแม่แบบเป็นแบบ ปกติ ให้ไปที่ขั้นที่ 2 หรือไปที่ขั้นที่ 3

ขั้นที่ 2:เปลี่ยนชื่อแม่แบบส่วนกลาง (Normal.dotm)

ปฏิบัติตามขั้นตอนของระบบปฏิบัติการที่คุณใช้อยู่:

Windows Vista และ Windows 7
  1. ออกจาก Word
  2. คลิก เริ่ม
    ยุบรูปภาพนี้ขยายรูปภาพนี้
     ปุ่มเริ่ม
  3. ในกล่อง เริ่มการค้นหา ให้พิมพ์ข้อความต่อไปนี้ แล้วกด ENTER
    %userprofile%\appdata\roaming\microsoft\templates
  4. คลิกขวาที่ Normal.dotm แล้วคลิก เปลี่ยนชื่อ
  5. พิมพ์ Oldword.old แล้วกด ENTER
  6. ปิด Windows Explorer
  7. เริ่มต้น Word แล้วเปิดเอกสาร
Microsoft Windows XP
  1. ออกจาก Word
  2. คลิกที่ เริ่ม แล้วคลิก เรียกใช้
  3. ในกล่อง เปิด ให้พิมพ์ข้อความต่อไปนี้ แล้วกด ENTER:
    %userprofile%\Application Data\Microsoft\Templates
  4. คลิกขวาที่ Normal.dotm แล้วคลิก เปลี่ยนชื่อ
  5. พิมพ์ Oldword.old แล้วกด ENTER
  6. ปิด Windows Explorer

ขั้นที่ 3:เปลี่ยนแม่แบบของเอกสาร

  1. เปิดเอกสารที่มีปัญหาใน Word
  2. ใน Word 2007 คลิก ปุ่ม Microsoft Office แล้วคลิก ตัวเลือก Word

    ใน Word 2010 คลิก แฟ้ม บน Ribbon แล้วคลิก ตัวเลือก
  3. คลิก โปรแกรมเพิ่มเติม
  4. ในกล่อง จัดการ คลิก แม่แบบ แล้วคลิก ไป
  5. คลิก แนบ
  6. ในโฟลเดอร์ Templates คลิก Normal.dotmจากนั้นคลิก Open
  7. คลิก OK เพื่อปิดกล่องโต้ตอบ Templates and Add-ins
  8. ออกจาก Word

ขั้นที่ 4:ตรวจสอบว่าการเปลี่ยนแม่แบบได้ผลหรือไม่

  1. เริ่มต้น Word
  2. ใน Word 2007 คลิก ปุ่ม Microsoft Office แล้วคลิก ตัวเลือก Word

    ใน Office 2010 คลิก แฟ้ม บน Ribbon แล้วคลิก ตัวเลือก
  3. คลิกเอกสารที่เสียหาย แล้วคลิก เปิด
หากลักษณะการทำงานที่ผิดปกติยังคงอยู่ ให้ไปที่วิธีที่ 2

วิธีที่ 2:เริ่มต้น Word โดยใช้การตั้งค่าเริ่มต้น

คุณสามารถใช้สวิตช์ /a เพื่อเริ่มต้น Word โดยใช้เฉพาะการตั้งค่าเริ่มต้นใน Wordเมื่อคุณใช้สวิตช์ /a Word จะไม่โหลดโปรแกรมเพิ่มเติมใดๆนอกจากนี้ Word จะไม่ใช้แม่แบบ Normal.dotm ที่มีอยู่ของคุณเริ่มต้น Word ใหม่โดยใช้สวิตช์ /a

ขั้นที่ 1:เริ่ม Word 2007 ด้วยการใช้สวิตช์ /a

Windows Vista และ Windows 7
  1. ออกจาก Word
  2. คลิก เริ่ม
    ยุบรูปภาพนี้ขยายรูปภาพนี้
     ปุ่มเริ่ม

  3. ในกล่อง เริ่มการค้นหา ให้พิมพ์ข้อความต่อไปนี้ แล้วกด ENTER

    สำหรับ Word 2007:
    "%programfiles%\microsoft office\office12\winword.exe" /a
    สำหรับ Word 2010:
    "%programfiles%\microsoft office\office14\winword.exe" /a
Windows XP
  1. ออกจาก Word
  2. คลิกที่ เริ่ม แล้วคลิก เรียกใช้
  3. ในกล่อง เปิด ให้พิมพ์ข้อความต่อไปนี้ แล้วกด ENTER

    ใน Word 2007:
    "%programfiles%\microsoft office\office12\winword.exe" /a
    ใน Word 2010:
    "%programfiles%\microsoft office\office14\winword.exe" /a

ขั้นที่ 2:เปิดเอกสาร

  1. ใน Word 2007 คลิก ปุ่ม Microsoft Office แล้วคลิก เปิด

    ใน Word 2010 คลิก แฟ้ม บน Ribbon แล้วคลิก เปิด
  2. คลิกเอกสารที่เสียหาย แล้วคลิก เปิด
หากลักษณะการทำงานที่ผิดปกติยังคงอยู่ ให้ไปที่วิธีที่ 3

วิธีที่ 3:เปลี่ยนโปรแกรมควบคุมเครื่องพิมพ์

ขั้นที่ 1:ลองใช้โปรแกรมควบคุมเครื่องพิมพ์อื่น

Windows Vista และ Windows 7
ขั้นตอน a:เปิด "เพิ่มเครื่องพิมพ์"
  1. ใน Windows Vista ให้คลิก Start
    ยุบรูปภาพนี้ขยายรูปภาพนี้
     ปุ่ม Start
    แล้วคลิก Printers

    ใน Windows 7 คลิก เริ่ม
    ยุบรูปภาพนี้ขยายรูปภาพนี้
     ปุ่มเริ่ม
    แล้วคลิก อุปกรณ์และเครื่องพิมพ์
  2. คลิก เพิ่มเครื่องพิมพ์
ขั้นตอน b:เพิ่มเครื่องพิมพ์ใหม่
  1. ในกล่องโต้ตอบ เพิ่มเครื่องพิมพ์ ให้คลิก เพิ่มเครื่องพิมพ์เฉพาะเครื่อง
  2. คลิก ใช้พอร์ตที่มีอยู่ แล้วคลิก ถัดไป
  3. ในรายการ ผู้ผลิต ให้คลิก Microsoft
  4. คลิก Microsoft XPS Document Writer แล้วคลิก ถัดไป
  5. คลิก ใช้โปรแกรมควบคุมที่ติดตั้งอยู่ในปัจจุบัน (แนะนำ) แล้วคลิก ถัดไป
  6. คลิกเพื่อเลือกกล่องกาเครื่องหมาย ตั้งค่าเป็นเครื่องพิมพ์เริ่มต้น แล้วคลิก ถัดไป
  7. คลิก เสร็จสิ้น
Windows XP
ขั้นตอน a:เปิด "เพิ่มเครื่องพิมพ์"
  1. คลิก เริ่ม แล้วคลิก เครื่องพิมพ์และโทรสาร
  2. ใต้ งานของเครื่องพิมพ์ คลิก เพิ่มเครื่องพิมพ์
ขั้นตอน b:เพิ่มเครื่องพิมพ์ใหม่


หลังจากที่คุณติดตั้งโปรแกรมแก้ไขต่อไปนี้แล้ว ไอคอน Microsoft XPS Document Writer จะปรากฏขึ้นโดยอัตโนมัติในโฟลเดอร์ เครื่องพิมพ์และโทรสาร
  1. ติดตั้ง Microsoft .NET Framework 3.0
  2. ติดตั้ง Microsoft Core XML Services (MSXML) 6.0
  3. ติดตั้ง Microsoft XPS Essentials Pack
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการติดตั้งโปรแกรมแก้ไขที่เกี่ยวข้องกับ XPS ด้านบน โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ต่อไปนี้ของ Microsoft:
http://www.microsoft.com/whdc/xps/viewxps.mspx

ขั้นที่ 2:ตรวจสอบดูว่าการเปลี่ยนโปรแกรมควบคุมเครื่องพิมพ์ช่วยแก้ไขปัญหาหรือไม่

  1. เริ่มต้น Word
  2. ใน Word 2007 คลิก ปุ่ม Microsoft Office แล้วคลิก เปิด

    ใน Word 2010 คลิก แฟ้ม บน Ribbon แล้วคลิก เปิด
  3. คลิกเอกสารที่เสียหาย แล้วคลิก เปิด
หากลักษณะการทำงานที่ผิดปกติยังคงอยู่ ให้ไปที่วิธีที่ 3

วิธีที่ 3:ติดตั้งโปรแกรมควบคุมเครื่องพิมพ์เดิมอีกครั้ง

Windows Vista และ Windows 7
  1. คลิก เริ่ม
    ยุบรูปภาพนี้ขยายรูปภาพนี้
     ปุ่มเริ่ม
    แล้วคลิก เครื่องพิมพ์ หรือคลิก อุปกรณ์และเครื่องพิมพ์
  2. คลิกขวาที่เครื่องพิมพ์เดิมที่เป็นค่าเริ่มต้น แล้วคลิก ลบ
    ยุบรูปภาพนี้ขยายรูปภาพนี้
    สิทธิ์การควบคุมบัญชีผู้ใช้
    หากคุณได้รับพร้อมท์ให้ใส่รหัสผ่านของผู้ดูแลหรือการยืนยัน ให้พิมพ์รหัสผ่านหรือคลิก ทำต่อไป
  3. หากคุณได้รับพร้อมท์ให้ลบแฟ้มทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเครื่องพิมพ์ ให้คลิก ใช่
  4. คลิก เพิ่มเครื่องพิมพ์ แล้วปฏิบัติตามคำแนะนำใน ตัวช่วยสร้างการเพิ่มเครื่องพิมพ์ เพื่อติดตั้งโปรแกรมควบคุมเครื่องพิมพ์อีกครั้ง
Windows XP
  1. คลิก Startแล้วคลิก Printers and Faxes
  2. คลิกขวาที่เครื่องพิมพ์เดิมที่เป็นค่าเริ่มต้น แล้วคลิก ลบ
  3. หากคุณได้รับพร้อมท์ให้ลบแฟ้มทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเครื่องพิมพ์ ให้คลิก ใช่
  4. ใน งานของเครื่องพิมพ์ ให้คลิก เพิ่มเครื่องพิมพ์ แล้วปฏิบัติตามคำแนะนำใน ตัวช่วยสร้างการเพิ่มเครื่องพิมพ์ เพื่อติดตั้งโปรแกรมควบคุมเครื่องพิมพ์อีกครั้ง

ขั้นที่ 4:ตรวจสอบดูว่าการเปลี่ยนโปรแกรมควบคุมเครื่องพิมพ์ช่วยแก้ไขปัญหาหรือไม่

  1. เริ่มต้น Word 2007
  2. ใน Word 2007 คลิก ปุ่ม Microsoft Office แล้วคลิก เปิด

    ใน Word 2010 คลิก แฟ้ม บน Ribbon แล้วคลิก เปิด
  3. คลิกเอกสารที่เสียหาย แล้วคลิก เปิด
หากลักษณะการทำงานที่ผิดปกติยังคงอยู่ ให้ไปที่วิธีที่ 4

วิธีที่ 4:ใช้เซฟโหมด

ขั้นที่ 1:เริ่ม Windows ในเซฟโหมด

Windows Vista และ Windows 7
  1. เอาฟลอปปีดิสก์ ซีดี และดีวีดีออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วเริ่มระบบของคอมพิวเตอร์ใหม่อีกครั้ง
  2. คลิก เริ่ม
    ยุบรูปภาพนี้ขยายรูปภาพนี้
     ปุ่มเริ่ม
    คลิกลูกศรที่อยู่ถัดจาก ล็อกหรือปิดเครื่อง แล้วคลิก เริ่มระบบใหม่
  3. ใช้การทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้:
    • หากคอมพิวเตอร์ของคุณมีระบบปฏิบัติการแบบเดี่ยวติดตั้งอยู่ ให้กดแป้น F8 ค้างไว้ขณะที่คอมพิวเตอร์เริ่มระบบใหม่คุณต้องกดแป้น F8 ก่อนที่โลโก้ของ Windows จะปรากฏขึ้นหากโลโก้ของ Windows ปรากฏขึ้น คุณต้องลองอีกครั้งโดยรอจนกว่าพร้อมท์การเข้าสู่ระบบของ Windows จะปรากฏ แล้วจึงปิดเครื่องและเริ่มระบบคอมพิวเตอร์ใหม่
    • หากคอมพิวเตอร์ของคุณมีหลายระบบปฏิบัติการ ให้ใช้แป้นลูกศรเน้นระบบปฏิบัติการที่คุณต้องการจะเริ่มในเซฟโหมด แล้วกด F8
  4. บนหน้าจอ ตัวเลือกการเริ่มต้นขั้นสูง ให้ใช้แป้นลูกศรเลือก เซฟโหมด แล้วกด ENTER
  5. เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของคุณโดยใช้บัญชีผู้ใช้ที่มีสิทธิ์ของผู้ดูแลระบบ
Windows XP
  1. เอาฟลอปปีดิสก์ ซีดี และดีวีดีออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วเริ่มระบบของคอมพิวเตอร์ใหม่อีกครั้ง
  2. คลิก เริ่ม แล้วคลิก ปิดเครื่อง
  3. ในรายการ สิ่งที่คุณต้องการให้คอมพิวเตอร์ทำ ให้คลิก เริ่มระบบใหม่ แล้วคลิก ตกลง
  4. กดปุ่ม CTRL ค้างไว้ขณะที่คุณเริ่มระบบของคอมพิวเตอร์ใหม่
  5. เมื่อคุณพบข้อความ กำลังเริ่มการทำงานของ Windows ให้กด F8 ใช้แป้นลูกศรเลือก เซฟโหมด บนเมนู เริ่มต้น แล้วกด ENTER

ขั้นที่ 2:ตรวจสอบว่าการเริ่มการทำงานในเซฟโหมช่วยแก้ไขปัญหาหรือไม่

  1. เริ่มต้น Word
  2. ใน Word 2007 คลิก ปุ่ม Microsoft Office แล้วคลิก เปิด
    ใน Word 2010 คลิก แฟ้ม บน Ribbon แล้วคลิก เปิด
  3. คลิกเอกสารที่เสียหาย แล้วคลิก เปิด
หากลักษณะการทำงานที่ผิดปกติยังคงอยู่ ให้เริ่มการทำงานของ Windows ใหม่ แล้วไปที่วิธีที่ 5

วิธีที่ 5:บังคับให้ Word พยายามซ่อมแซมแฟ้ม

ขั้นที่ 1:ซ่อมแซมเอกสาร

  1. ใน Word 2007 คลิก ปุ่ม Microsoft Office แล้วคลิก เปิด

    ใน Word 2010 คลิก แฟ้ม บน Ribbon แล้วคลิก เปิด
  2. ในกล่องโต้ตอบ เปิด คลิกเพื่อเน้นเอกสาร Word ของคุณ
  3. คลิกลูกศรที่ปุ่ม Open แล้วคลิก Open and Repair

ขั้นที่ 2:ตรวจสอบว่าการซ่อมแซมเอกสารช่วยแก้ไขปัญหาหรือไม่

ตรวจสอบดูว่าลักษณะการทำงานที่ผิดปกติไม่ปรากฏขึ้นอีกหากลักษณะการทำงานที่ผิดปกติยังคงอยู่ ให้เริ่มการทำงานของ Windows ใหม่ แล้วไปที่วิธีที่ 6

วิธีที่ 6:เปลี่ยนรูปแบบของเอกสาร แล้วแปลงเอกสารให้กลับไปอยู่ในรูปแบบ Word

ขั้นที่ 1:เปิดเอกสาร

  1. เริ่มต้น Word
  2. ใน Word 2007 คลิก ปุ่ม Microsoft Office แล้วคลิก เปิด

    ใน Word 2010 คลิก แฟ้ม บน Ribbon แล้วคลิก เปิด
  3. คลิกเอกสารที่เสียหาย แล้วคลิก เปิด

ขั้นที่ 2:บันทึกเอกสารในรูปแบบแฟ้มอื่นๆ

  1. ใน Word 2007 คลิก ปุ่ม Microsoft Office แล้วคลิก บันทึกเป็น

    ใน Word 2010 คลิก แฟ้ม บน Ribbon แล้วคลิก บันทึกเป็น
  2. ใน Word 2007 คลิก รูปแบบอื่น
  3. ในรายการ ชนิดแฟ้มที่จะบันทึกเป็น ให้คลิก Rich Text Format (*.rtf)
  4. คลิก บันทึก
  5. ใน Word 2007 คลิก ปุ่ม Microsoft Office แล้วคลิก ปิด

    ใน Office 2010 ให้คลิก แฟ้ม ใน Ribbon จากนั้นให้คลิก ปิด

ขั้นที่ 3:เปิดเอกสาร แล้วแปลงเอกสารให้กลับไปอยู่ในรูปแบบแฟ้ม Word

  1. ใน Word 2007 คลิก ปุ่ม Microsoft Office แล้วคลิก เปิด

    ใน Word 2010 คลิก แฟ้ม บน Ribbon แล้วคลิก เปิด
  2. คลิกเอกสารที่แปลงแล้ว แล้วคลิก เปิด
  3. ใน Word 2007 คลิก ปุ่ม Microsoft Office แล้วคลิก บันทึกเป็น

    ใน Word 2010 คลิก แฟ้ม บน Ribbon แล้วคลิก บันทึกเป็น
  4. เลือก เอกสาร Word สำหรับชนิดไฟล์ของ บันทึกเป็น
  5. เปลี่ยนชื่อแฟ้มของเอกสาร แล้วคลิก บันทึก

ขั้นที่ 4:ตรวจสอบว่าการแปลงรูปแบบแฟ้มของเอกสารช่วยแก้ไขปัญหาหรือไม่

ตรวจสอบดูว่าลักษณะการทำงานที่ผิดปกติไม่ปรากฏขึ้นอีกหากลักษณะการทำงานที่ผิดปกติยังคงอยู่ ให้บันทึกแฟ้มในรูปแบบอื่นทำซ้ำขั้นที่ 1 ถึงขั้นที่ 4 แล้วบันทึกแฟ้มในรูปแบบแฟ้มต่อไปนี้ ตามลำดับ:
  • Web page (.htm; .html)
  • รูปแบบประมวลผลคำอื่นๆ
  • Plain Text (.txt)
หมายเหตุ เมื่อคุณบันทึกแฟ้มต่างๆ ในรูปแบบ Plain Text (.txt) คุณอาจแก้ปัญหาความเสียหายของเอกสารได้อย่างไรก็ตาม การจัดรูปแบบทั้งหมดของเอกสาร รหัสแมโครและกราฟิกจะสูญหายไปทั้งหมดเมื่อคุณบันทึกแฟ้มต่างๆ ในรูปแบบ Plain Text (.txt) คุณต้องจัดรูปแบบเอกสารใหม่ดังนั้น ให้ใช้รูปแบบ ข้อความธรรมดา (.txt) เฉพาะเมื่อรูปแบบแฟ้มอื่นๆ ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เท่านั้น

หากลักษณะการทำงานที่ผิดปกติยังคงอยู่ ให้ไปที่วิธีที่ 7

วิธีที่ 7:คัดลอกทุกสิ่งยกเว้นเครื่องหมายย่อหน้าสุดท้ายไปยังเอกสารใหม่

ขั้นที่ 1:สร้างเอกสารใหม่

  1. ใน Word 2007 คลิก ปุ่ม Microsoft Office แล้วคลิก ใหม่

    ใน Word 2010 คลิก แฟ้ม บน Ribbon แล้วคลิก ใหม่
  2. คลิก เอกสารเปล่า แล้วคลิก สร้าง

ขั้นที่ 2:เปิดเอกสารที่เสียหาย

  1. เริ่มต้น Word
  2. ใน Word 2007 คลิก ปุ่ม Microsoft Office แล้วคลิก เปิด

    ใน Word 2010 คลิก แฟ้ม บน Ribbon แล้วคลิก เปิด
  3. คลิกเอกสารที่เสียหาย แล้วคลิก เปิด

ขั้นที่ 3:คัดลอกเนื้อหาในเอกสาร แล้ววางเนื้อหาไว้ในเอกสารใหม่

หมายเหตุ หากเอกสารของคุณมีตัวแบ่งส่วน ให้คัดลอกเฉพาะข้อความที่อยู่ระหว่างตัวแบ่งส่วนห้ามคัดลอกตัวแบ่งส่วน เนื่องจากอาจทำให้เอกสารใหม่ของคุณเสียหายด้วยเปลี่ยนมุมมองเอกสารให้เป็นมุมมองแบบร่างเมื่อคุณคัดลอกและวางเนื้อหาในเอกสารใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงการถ่ายโอนตัวแบ่งส่วนในการเปลี่ยนให้เป็นมุมมองแบบร่าง บนแท็บ มุมมอง ให้คลิก แบบร่าง ในกลุ่ม มุมมองเอกสาร
  1. ในเอกสารที่เสียหาย ให้กด CTRL+END แล้วกด CTRL+SHIFT+HOME
  2. ในแท็บ หน้าแรก คลิก คัดลอก ในกลุ่ม คลิปบอร์ด
  3. ในแท็บ มุมมอง ให้คลิก สลับหน้าต่าง ในกลุ่ม หน้าต่าง
  4. คลิกเอกสารใหม่ที่คุณสร้างไว้ในขั้นที่ 1
  5. ในแท็บ หน้าแรก ให้คลิก วาง ในกลุ่ม คลิปบอร์ด
หากลักษณะการทำงานที่ผิดปกติยังคงอยู่ ให้ไปที่วิธีที่ 8

วิธีที่ 8:คัดลอกส่วนที่ไม่เสียหายของเอกสารที่เสียหายไปยังเอกสารใหม่

ขั้นที่ 1:สร้างเอกสารใหม่

  1. ใน Word 2007 คลิก ปุ่ม Microsoft Office แล้วคลิก ใหม่

    ใน Word 2010 คลิก แฟ้ม บน Ribbon แล้วคลิก ใหม่
  2. คลิก เอกสารเปล่า แล้วคลิก สร้าง

ขั้นที่ 2:เปิดเอกสารที่เสียหาย

  1. เริ่มต้น Word
  2. ใน Word 2007 คลิก ปุ่ม Microsoft Office แล้วคลิก เปิด

    ใน Word 2010 คลิก แฟ้ม บน Ribbon แล้วคลิก เปิด
  3. คลิกเอกสารที่เสียหาย แล้วคลิก เปิด

ขั้นที่ 3:คัดลอกส่วนที่ไม่เสียหายในเอกสาร แล้ววางไว้ในเอกสารใหม่

หมายเหตุ หากเอกสารของคุณมีตัวแบ่งส่วน ให้คัดลอกเฉพาะข้อความที่อยู่ระหว่างตัวแบ่งส่วนห้ามคัดลอกตัวแบ่งส่วน เนื่องจากอาจทำให้เอกสารใหม่ของคุณเสียหายด้วยเปลี่ยนมุมมองเอกสารให้เป็นมุมมองแบบร่างเมื่อคุณคัดลอกและวางเนื้อหาในเอกสารใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงการถ่ายโอนตัวแบ่งส่วนในการเปลี่ยนให้เป็นมุมมองแบบร่าง บนแท็บ มุมมอง ให้คลิก แบบร่าง ในกลุ่ม มุมมองเอกสาร
  1. ในเอกสารที่เสียหาย ให้ค้นหาและเลือกส่วนที่ไม่เสียหายในเนื้อหาของเอกสาร
  2. ในแท็บ หน้าแรก คลิก คัดลอก ในกลุ่ม คลิปบอร์ด
  3. ในแท็บ มุมมอง ให้คลิก สลับหน้าต่าง ในกลุ่ม หน้าต่าง
  4. คลิกเอกสารใหม่ที่คุณสร้างไว้ในขั้นที่ 1
  5. ในแท็บ หน้าแรก ให้คลิก วาง ในกลุ่ม คลิปบอร์ด
  6. ทำซ้ำขั้นตอน 3a ถึง 3e สำหรับส่วนที่ไม่เสียหายแต่ละส่วนของเอกสารคุณต้องสร้างส่วนที่เสียหายในเอกสารของคุณขึ้นใหม่

วิธีที่ 9:สลับมุมมองเอกสารเพื่อนำเนื้อหาที่เสียหายออก

ถ้าเอกสารถูกตัดทอน (เอกสารทุกหน้าไม่ปรากฏ) อาจต้องสลับมุมมองเอกสารและนำเนื้อหาที่เสียหายออกจากเอกสาร
  1. ระบุหมายเลขหน้าที่มีเนื้อหาเสียหายที่เป็นสาเหตุให้เอกสารถูกตัดทอน
    1. ใน Word 2007 คลิก ปุ่ม Microsoft Office แล้วคลิก เปิด

      ใน Word 2010 คลิก แฟ้ม บน Ribbon แล้วคลิก เปิด
    2. คลิกเอกสารที่เสียหาย แล้วคลิก เปิด
    3. เลื่อนไปดูหน้าสุดท้ายที่ปรากฏก่อนที่เอกสารจะถูกตัดทอนจดเนื้อหาที่ปรากฏบนหน้านั้นไว้
  2. สลับมุมมอง และนำเนื้อหาที่เสียหายออก
    1. บนแท็บ มุมมอง ในกลุ่ม มุมมองเอกสาร ให้คลิก เค้าโครงเว็บ หรือ มุมมองแบบร่าง
    2. เลื่อนเพื่อดูเนื้อหาที่ปรากฏก่อนที่เอกสารจะถูกตัดทอน
    3. เลือกและลบย่อหน้า ตารางหรือวัตถุถัดไปในแฟ้ม
    4. บนแท็บ มุมมอง ในกลุ่ม มุมมองเอกสาร ให้คลิก เค้าโครงเหมือนพิมพ์ถ้าเอกสารยังคงถูกตัดทอนอยู่ ให้สลับมุมมองไปเรื่อยๆ และลบเนื้อหาจนกว่าเอกสารจะไม่ถูกตัดทอนอีกในมุมมอง เค้าโครงเหมือนพิมพ์
    5. บันทึกเอกสาร

ขั้นตอนการแก้ไขปัญหาที่ควรทำหากไม่สามารถเปิดเอกสารที่เสียหายได้

วิธีที่ 1:เปิดเอกสารที่เสียหายในโหมดแบบร่างโดยไม่ต้องปรับปรุงลิงก์

ขั้นที่ 1:กำหนดค่า Word

  1. เริ่มต้น Word
  2. ในแท็บ มุมมอง คลิก แบบร่าง ในกลุ่ม มุมมองเอกสาร
  3. ใน Word 2007 คลิก ปุ่ม Microsoft Office แล้วคลิก ตัวเลือก

    ใน Word 2010 คลิก เมนูแฟ้ม แล้วคลิก ตัวเลือก
  4. ในส่วน Display document content คลิกเพื่อเลือกช่องทำเครื่องหมาย Draft font และ Picture placeholders ใน Advanced options for working with Word
  5. ในส่วน General คลิกเพื่อยกเลิกการเลือกช่องทำเครื่องหมาย Update automatic links at Open ใน Advanced options for working with Wordแล้วคลิก OK

ขั้นที่ 2:เปิดเอกสารที่เสียหาย

  1. เริ่มต้น Word
  2. ใน Word 2007 คลิก ปุ่ม Microsoft Office แล้วคลิก เปิด

    ใน Word 2010 คลิก เมนูแฟ้ม แล้วคลิก เปิด
  3. คลิกเอกสารที่เสียหาย แล้วคลิก เปิด
หากคุณเปิดเอกสารได้ ให้ปิดเอกสารแล้วเปิดใหม่โดยใช้วิธีที่ 6 และซ่อมแซมเอกสารหรือให้ไปที่วิธีที่ 2

วิธีที่ 2:แทรกเอกสารเป็นแฟ้มในเอกสารใหม่

ขั้นที่ 1:สร้างเอกสารเปล่าใหม่

  1. คลิก ปุ่ม Microsoft Office แล้วคลิก สร้างใหม่

    ใน Office 2010 ให้คลิก เมนูแฟ้ม จากนั้นให้คลิก สร้างใหม่
  2. คลิก เอกสารเปล่า แล้วคลิก สร้าง
หมายเหตุ คุณอาจต้องนำการจัดรูปแบบบางอย่างไปใช้กับส่วนสุดท้ายของเอกสารใหม่

ขั้นที่ 2:แทรกเอกสารที่เสียหายไว้ในเอกสารใหม่

  1. ในแท็บ Insert คลิก Insert Objectแล้วคลิก Text From File
  2. ในกล่องโต้ตอบ Insert File ค้นหาแล้วคลิกเอกสารที่เสียหายจากนั้นคลิก Insert
หมายเหตุ คุณอาจต้องกำหนดการจัดรูปแบบบางอย่างไปยังส่วนสุดท้ายของเอกสารใหม่

วิธีที่ 3:สร้างการเชื่อมโยงไปยังเอกสารที่เสียหาย

ขั้นที่ 1:สร้างเอกสารเปล่า

  1. ใน Word 2007 คลิก ปุ่ม Microsoft Office แล้วคลิก ใหม่

    ใน Word 2010 คลิก เมนูแฟ้ม แล้วคลิก ใหม่
  2. คลิก เอกสารเปล่า แล้วคลิก สร้าง
  3. ในเอกสารใหม่ ให้พิมพ์ This is a test
  4. ใน Word 2007 คลิก ปุ่ม Microsoft Office แล้วคลิก บันทึก

    ใน Word 2010 คลิก เมนูแฟ้ม แล้วคลิก บันทึก
  5. พิมพ์ Rescue link แล้วคลิก บันทึก

ขั้นที่ 2:สร้างการเชื่อมโยง

  1. เลือกข้อความที่คุณพิมพ์ไว้ในขั้นตอน 1c
  2. ในแท็บ Home คลิก Copy ในกลุ่ม Clipboard
  3. ใน Word 2007 คลิก ปุ่ม Microsoft Office แล้วคลิก ใหม่

    ใน Word 2010 คลิก เมนูแฟ้ม แล้วคลิก ใหม่
  4. คลิก เอกสารเปล่า แล้วคลิก สร้าง
  5. ในแท็บ Home คลิกลูกศรในปุ่ม Paste ในกลุ่ม Clipboard แล้วคลิก Paste Special
  6. คลิก วางการเชื่อมโยง คลิก ข้อความที่จัดรูปแบบ (RTF)
  7. คลิก OK

ขั้นที่ 3:เปลี่ยนการเชื่อมโยงไปยังเอกสารที่เสียหาย

  1. คลิกขวาที่ข้อความที่เชื่อมโยงในเอกสาร ชี้ไปที่ วัตถุเอกสารที่เชื่อมโยง แล้วคลิก การเชื่อมโยง
  2. ในกล่องโต้ตอบ Links คลิกชื่อแฟ้มของเอกสารที่มีการเชื่อมโยง แล้วคลิก Change Source
  3. ในกล่องโต้ตอบ Change Source คลิกเอกสารที่คุณไม่สามารถเปิดได้ แล้วคลิก Open
  4. คลิก OK เพื่อปิดกล่องโต้ตอบ Links

    หมายเหตุ ข้อมูลจากเอกสารที่เสียหายจะปรากฏขึ้นหากมีข้อมูลหรือข้อความที่มีการกู้คืน
  5. คลิกขวาที่ข้อความที่มีการเชื่อมโยง เลือกไปที่ Linked Document Objectแล้วคลิก Links
  6. ในกล่องโต้ตอบ Links คลิก Break Link
  7. เมื่อคุณได้รับข้อความต่อไปนี้ คลิก Yes:
    Are you sure you want to break the selected links?

วิธีที่ 4:ใช้ตัวแปลง "กู้คืนข้อความจากแฟ้มใดๆ "

หมายเหตุ ตัวแปลง "กู้คืนข้อความจากแฟ้มใดๆ " มีข้อจำกัดเช่น การจัดรูปแบบของเอกสารจะสูญหายไปทั้งหมดนอกจากนี้ กราฟิก เขตข้อมูล วัตถุรูปวาดและรายการอื่นๆ ที่ไม่ใช่ข้อความจะสูญหายอย่างไรก็ตาม ข้อความเขตข้อมูล หัวกระดาษ ท้ายกระดาษและอ้างอิงท้ายเรื่องจะเก็บเป็นข้อความแบบง่าย
  1. ใน Word 2007 คลิก ปุ่ม Microsoft Office แล้วคลิก เปิด

    ใน Word 2010 คลิก เมนูแฟ้ม แล้วคลิก เปิด
  2. ในกล่อง Files of type คลิก Recover Text from Any File(*.*)
  3. คลิกเอกสารที่คุณต้องการกู้คืนข้อความ
  4. คลิก Open
หลังจากที่เอกสารได้รับการกู้คืนโดยใช้ตัวแปลง "กู้คืนข้อความจากแฟ้มใดๆ " จะมีข้อความที่เป็นข้อมูลไบนารีบางส่วนที่ไม่ได้รับการแปลงข้อความนี้มักจะอยู่ที่ส่วนเริ่มต้นและส่วนท้ายของเอกสารคุณต้องลบข้อความที่เป็นข้อมูลไบนารีก่อนที่จะบันทึกแฟ้มเป็นเอกสาร Word
หมายเหตุ นี่คือบทความ "FAST PUBLISH" (เผยแพร่ด่วน) ที่สร้างขึ้น โดยตรงจากหน่วยงานสนับสนุนภายในองค์กรของ Microsoft ข้อมูลที่มีอยู่ในที่นี้ได้รับการจัดทำขึ้นตามสภาพที่เป็นโดยตอบสนองต่อประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องด้วยความรวดเร็วในการจัดทำเอกสารนี้ให้พร้อมใช้งาน เนื้อหาสาระในเอกสารดังกล่าวจึงอาจจะมีส่วนที่พิมพ์ผิดพลาดและอาจจะได้รับการตรวจทานแก้ไขเมื่อใดก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบ โปรดดู ข้อกำหนดการใช้งาน สำหรับประเด็นการพิจารณาอื่นๆ

คุณสมบัติ

หมายเลขบทความ (Article ID): 918429 - รีวิวครั้งสุดท้าย: 26 เมษายน 2555 - Revision: 1.0
ใช้กับ
  • Microsoft Office Word 2007
  • Microsoft Word 2010
Keywords: 
kbproductlink kbprb kbinfo kbnomt kbceip kbcorrupt kbopenfile kbtshoot kbexpertisebeginner kbhowto KB918429

ให้ข้อเสนอแนะ

 

Contact us for more help

Contact us for more help
Connect with Answer Desk for expert help.
Get more support from smallbusiness.support.microsoft.com